logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
วารสาร TFPA Magazine

วารสาร TFPA Magazine ฉบับที่ 4 เดือนธันวาคม 2568

  • สารจากนายกสมาคม
  • What’s On
  • Cover Story "Wealth Journey to a 100-Year Life: ออกแบบความมั่งคั่งให้กับชีวิต 100 ปี"
  • Sharing of Experience "100-Year Portfolio: หยุดทำงาน ไม่หยุดทำเงิน"
  • How To "Wellness Innovation: พลิกโฉมสุขภาพผู้สูงวัยด้วยเทคโนโลยี"
  • How To "Design Your Good Life: ออกแบบ “ชีวิตที่ดี” ในแนวทางของตัวเอง"
  • How To "Beyond Legacy: ถอดรหัสส่งต่อมรดก ผ่านเลนส์นักกฎหมาย-ภาษี"
  • New Product: Smart Home for Silver Age: เตรียมบ้านให้พร้อม รับเวลาทองของชีวิต
  • Infographic: Life Expectancy (อายุุคาดเฉลี่่ย)
  • ตารางสอบหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® ปี 2569
  • พบกับสินค้าใหม่ ดอลลาร์ออปชั่น ใน TFEX 

 

 สารจากนายกสมาคม 

สวัสดีเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ

ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สมาคมนักวางแผนการเงินไทยได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนพันธกิจในการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงิน CFP® และที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาองค์ความรู้ ยกระดับบทบาทในสายอาชีพ และการเผยแพร่ความรู้ทางการเงินสู่สังคมในวงกว้าง

ในไตรมาสสุดท้ายของปี สมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านยกระดับวิชาชีพและการสื่อสารกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหลักสูตร Post Retirement Specialist (PRS) ที่ได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจะเริ่มอบรมรุ่นแรกในเดือนธันวาคมนี้  การจัดอบรม TFPA Professional Speaker เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวางแผนการเงินให้ก้าวสู่บทบาทวิทยากรมืออาชีพ ในด้านทักษะการสื่อสาร เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ผู้ฟัง เทคนิคการเปิดใจผู้ฟัง ตลอดจนการเลือกใช้รูปแบบการนำเสนอแบบต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อประสิทธิผลสูงสุด สำหรับการสื่อสารกับประชาชน สมาคมฯได้ทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น การร่วมงาน Money Expo 2025 และกิจกรรม Happy Salaryman เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินแก่พนักงานในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจของสมาคมฯ ในการขยายบทบาทของนักวางแผนการเงินเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

และที่น่าภาคภูมิใจที่สุด สมาคมฯ ได้รับรางวัล “สุดยอดความร่วมมือ (The Excellence Synergy Award)” จากสำนักงาน ก.ล.ต. ภายใต้โครงการ “ตลาดทุนไทย ร่วมใจส่งพลังความรู้ สู่ประชาชน เฟส 2” สะท้อนบทบาทของสมาคมฯ ในการขับเคลื่อนการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับวิชาชีพนักวางแผนการเงินอย่างยั่งยืน

ในนามนายกสมาคมฯ ผมขอขอบคุณคณะกรรมการ เพื่อนสมาชิก และพันธมิตรทุกท่าน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนวิชาชีพของเราให้เติบโตและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และในโอกาสส่งท้ายปีนี้ ขอส่งความสุขและความปรารถนาดีแด่ทุกท่านในวาระปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง และประสบความสำเร็จในทุกเป้าหมาย
ด้วยความนับถือ

วิโรจน์ ตั้งเจริญ
นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย


 

 What’s On 

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ร่วมงาน MONEY EXPO 2025 BANGKOK YEAR-END ส่งต่อความรู้การวางแผนการเงินสู่ประชาชน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เข้าร่วมงาน มหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 MONEY EXPO 2025 BANGKOK YEAR-END ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิด “Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืน” โดยมี คุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส CFP อุปนายกสมาคม ร่วมพิธีเปิดงาน ณ ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน วันที่ 20–21 พฤศจิกายน 2568 มีสถาบันอบรมที่ได้รับการรับรองจากสมาคมฯ เข้าร่วมให้ข้อมูลและแนะนำหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® แก่ผู้ที่สนใจ และในวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2568 สมาคมฯ ได้จัดกิจกรรม Financial Planning Clinic เปิดโอกาสให้ประชาชนรับคำปรึกษาวางแผนการเงิน และร่วมทำแบบสอบถามความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวางแผนการเงินและร่วมวางแผนการเงินแบบ “จับมือทำ” กับนักวางแผนการเงิน CFP® พร้อมกิจกรรมทำแบบสอบถามและรับของรางวัลตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงาน

การลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสมาคมนักวางแผนการเงินไทยกับวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทยกับวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทักษะผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะวิชาชีพด้านการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การอบรมเสริมทักษะ และประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม

เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ดร.คณัสณันท์พรรณ ผลทำมีบุญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน และคุณวิโรจน์ ตั้งเจริญ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนระดับอาชีวศึกษา ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการทางธุรกิจ ณ ห้องประชุม 603 ชั้น 6 อาคารบี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ทางสมาคมฯ โดยคุณมยุรี โชวิกรานต์ รองผู้อำนวยการสมาคมฯ ได้เข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนาคนอาชีวศึกษา (ชื่อย่อ- อ.กรอ.กศ) เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา และได้หารือถึงการเทียบเคียงหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® ชุดวิชาที่ 1 พื้นฐานการวางแผนการเงิน ภาษีและจรรยาบรรณ กับหลักสูตรการเรียนของวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทางวิชาการกับวิทยาลัยพณิชยการเชตุพนในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทั้งด้านบุคลากรและองค์ความรู้ร่วมกัน อันจะช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมการเงินของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ด้านการวางแผนการเงินที่ถูกต้องและเหมาะสม นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

โครงการ TFPA Professional Speaker ยกระดับนักวางแผนการเงินสู่บทบาทวิทยากรมืออาชีพ

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย จัดโครงการ TFPA Professional Speaker เพื่อพัฒนานักวางแผนการเงินให้ก้าวสู่บทบาทวิทยากรมืออาชีพด้านการวางแผนการเงิน และเสริมศักยภาพการถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการวางแผนการเงินแบบองค์รวม อาทิ การวางแผนเกษียณ การออมและการลงทุน การวางแผนภาษี การปกป้องความเสี่ยง และการวางแผนส่งต่อมรดก โดยมีนักวางแผนการเงินเข้าร่วมอบรมรุ่นแรกจำนวน 50 คน โครงการดำเนินงานโดย คุณนฤมล บุญสนอง CFP กรรมการสมาคมฯ ในฐานะประธานโครงการ และได้รับเกียรติจาก คุณวิโรจน์ ตั้งเจริญ CFP นายกสมาคมฯ กล่าวเปิดงาน พร้อมกิจกรรมเสริมทักษะด้าน Soft Skills โดย โค้ชแป้ง–คุณกนกวรรณ กรรณิกา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอมรันทา สะท้อนความมุ่งมั่นของสมาคมฯ ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงิน และขยายการเผยแพร่ความรู้ทางการเงินสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

การสอบข้อสอบฉบับที่ 4 ส่วนที่ 2 ข้อสอบแผนการเงิน รอบสุดท้ายของปี 2568

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สมาคมนักวางแผนการเงินไทยจัดทดสอบข้อสอบฉบับที่ 4 ส่วนที่ 2 ข้อสอบแผนการเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบการสอบอัตนัย (Comprehensive Exam) แบบเปิดหนังสือสอบ (ไม่อนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด) ขอบเขตเนื้อหาข้อสอบครอบคลุมองค์ความรู้หลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP ทั้ง 6 ชุดวิชา ประเมินผลคะแนนจากระดับความรู้และทักษะความสามารถในการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูลสำหรับการให้คำแนะนำและวางแผนการเงินแบบองค์รวม ใช้เวลาทดสอบรวม 7 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 กรณีศึกษา กรณีศึกษาละ 3 ชั่วโมง 30 นาที สถานสอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มีผู้เข้าสอบรวม 302 คน

ทั้งนี้ สมาคมฯ จะประกาศผลสอบข้อเขียนภายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านระบบสมาชิกเว็บไซต์สมาคม https://member.tfpa.or.th/UserLoginNew.aspx

กิจกรรม TFPA Meeting Party 2025

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย จัดงาน TFPA Meeting Party 2025 ภายใต้ธีม “Crazy Rich Asian” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสมาคมฯ โดยมีนักวางแผนการเงิน CFP และที่ปรึกษาการเงิน AFPT เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์และความสนุกสนาน อาทิ การมอบของที่ระลึกภายในงาน กิจกรรมสอยดาวร่วมบุญ เกมทายคำ การประกวด Best Costume และ Dance Challenge พร้อมทั้งพิธีมอบรางวัล MAD Award (Make a Difference Award) ให้แก่นักวางแผนการเงินที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ด้านการวางแผนการเงินและร่วมกิจกรรมของสมาคมตลอดปีที่ผ่านมา

“Happy Salaryman” เวิร์กช็อปสร้างสุขภาพการเงินให้มนุษย์เงินเดือนอย่างยั่งยืน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป “Happy Salaryman: มนุษย์เงินเดือน...เงินดี มีสุข ยันเกษียณ” ให้กับพนักงานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2 ครั้ง เพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างความตระหนักด้านสุขภาพทางการเงินตั้งแต่วัยทำงานจนถึงวัยเกษียณ โดยมี คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน CFP เป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารเงินหลังเกษียณและการวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน กิจกรรมจัดในรูปแบบ Hybrid ทั้งแบบ On-site ณ สำนักงานมีนบุรีและปราจีนบุรี และแบบ Online สะท้อนบทบาทของนักวางแผนการเงินวิชาชีพ CFP และความร่วมมือระหว่างสมาคมกับภาคเอกชนในการเสริมสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคง นำไปสู่คุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีและการเกษียณอย่างมีความสุขในอนาคต

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย รับรางวัล “สุดยอดความร่วมมือ” จาก ก.ล.ต. ตอกย้ำบทบาทการส่งเสริมความรู้ทางการเงินสู่สังคม

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้รับรางวัล “สุดยอดความร่วมมือ (The Excellence Synergy Award)” จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายใต้โครงการ “ตลาดทุนไทย ร่วมใจส่งพลังความรู้ สู่ประชาชน เฟส 2” ประจำปี 2568 โดยมี คุณนฤมล บุญสนอง กรรมการสมาคม เป็นผู้แทนเข้ารับมอบรางวัล เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี–รังสิต รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่สมาคมหรือชมรมด้านการเงินการลงทุนที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมผ่านการให้ความรู้ทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสมาคมนักวางแผนการเงินไทยในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน และตอกย้ำบทบาทในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงิน เพื่อความเข้มแข็งและความยั่งยืนของสังคมการเงินไทยในระยะยาว


 

 Cover Story "Wealth Journey to a 100-Year Life: ออกแบบความมั่งคั่งให้กับชีวิต 100 ปี" 

เมื่อชีวิตมนุษย์ยาวขึ้น…แต่ความพร้อมทางการเงินกลับสั้นลง

ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ความคิดว่าจะมีใคร “อายุถึง 100 ปี” อาจฟังดูเกินจริง แต่ปัจจุบันคือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ การศึกษา โภชนาการ และคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์คือ “ชีวิตยาวนานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ถ้าเราต้องมีชีวิตยืนยาวถึง 100 ปี…เราจะมีเงินที่มากพอนและสุขภาพที่ดีพอหรือไม่?

นี่คือยุคที่ “Lifespan” ยาวขึ้น แต่ “Healthspan” อาจไม่ได้ยาวตาม และที่น่ากังวลที่สุดคือ “Wealthspan” ช่วงเวลาที่เรามีความมั่นคงทางการเงินกลับสั้นลง จนเสี่ยงที่เราจะมีเงินไม่พอใช้จนวันสุดท้ายของชีวิต

บทความนี้คือแผนที่เดินทาง (Journey Map) เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจะออกแบบเส้นทางความมั่งคั่งสำหรับชีวิตยืนยาว 100 ปีได้อย่างไร

1) โลกเข้าสู่ยุค 100-Year Life ความท้าทายใหม่ของมนุษยชาติ

หนังสือ The 100-Year Life ชี้ว่าอายุยืนขึ้นเกิดจากสามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การลดอัตราเสียชีวิตในวัยเด็ก การรักษาโรคเรื้อรังในวัยกลางคนได้ดีขึ้น และการแพทย์ เทคโนโลยี สุขอนามัย และรายได้ที่ดีขึ้นในวัยชรา

ผลลัพธ์คือโครงสร้างชีวิตแบบเดิม “เรียน 20 ปี ทำงาน 40 ปี เกษียณ 15 ปี” กำลังพังลง เพราะในความจริง เกษียณ 15 ปี  อาจต้องเปลี่ยนเป็น 30 – 40 ปี นำมาสู่ความจริงสำคัญที่ว่า ยิ่งอายุยืน…ยิ่งต้องใช้เงินมากกว่าที่เคยคาดคิด

แต่คนส่วนใหญ่ยังคงออมแบบเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานแบบเดิม และคาดหวังว่าระบบบำนาญเดิม จะช่วยพยุงชีวิตหลังเกษียณได้ ซึ่งไม่จริงอีกต่อไป

2) Longevity Gap เมื่อชีวิตยาวกว่าเงินที่มี

ข้อมูลจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่าคนทั่วไปมีชีวิตยาวกว่าเงินออม 8 – 20 ปี โดยเฉพาะผู้หญิง จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าผู้ชาย เพราะมีอายุยืนกว่า และยังพบว่าคนไทยจำนวนมากอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงินหลังเกษียณ

ยิ่งกว่านั้น เงินเฟ้อด้านการแพทย์เพิ่มขึ้น 10 – 15% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า ทำให้ค่าใช้จ่ายสุขภาพและการดูแลระยะยาว (Long - term Care) กำลังกลายเป็น “ค่าครองชีพใหม่” ที่สูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก ฉะนั้นในเมื่อ เงินเฟ้อไม่มีวันเกษียณ เราก็ไม่ควรหยุดลงทุนแม้หลังเกษียณเช่นกัน

3) Megatrends ที่กำลังเปลี่ยนโลกของความมั่งคั่ง

จากงานวิจัย Aging Futurism โลกกำลังถูกกำหนดด้วย 6 พลังยักษ์ใหญ่ (6 Mega Forces) ได้แก่

Demography สังคมสูงวัยที่สุดในประวัติศาสตร์

  • โลกจะมีประชากรวัยทำงาน “สูงสุด” ในปี 2033 ก่อนเริ่มลดลง
  • ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged)” ภายในไม่กี่สิบปี
  • เด็กเกิดน้อย คนอายุยืน ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจและภาษีต้องเปลี่ยน

Technology ความเหลื่อมล้ำยุคใหม่จาก AI และ Robotics Divide

  • ผู้ที่ใช้ AI ไม่เป็น จะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • ผู้สูงวัยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น Smart Home Health Tracking เป็นต้น
  • เกิดอุตสาหกรรมใหม่มหาศาลจากเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ

Debt Cycle หนี้รัฐบาลทั่วโลกสูงสุดในประวัติศาสตร์

  • นำไปสู่ภาษีใหม่ นโยบายใหม่
  • ผู้เกษียณในอนาคตอาจไม่สามารถพึ่งรัฐได้อีกต่อไป

Internal Political Disorder ความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศ

  • รากเหง้าของความแตกแยกเกิดจากความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ภาระการคลังจากสังคมสูงวัย ความตึงเครียดทางวัฒนธรรมจากผู้อพยพ ความอ่อนแอของชนชั้นกลาง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในสถาบันหลักของรัฐ
  • ผลลัพธ์คือ “อุดมการณ์ใหม่” ที่ตรงข้ามกับกระแสโลกาภิวัตน์ อยู่บนฐานของการคุ้มครองเศรษฐกิจ (Protectionism) ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ การควบคุมพรมแดน ภาษีและแรงจูงใจภายในประเทศ การเน้นความมั่นคง – ปกป้องตัวเอง นี่คือสาเหตุที่ทำให้การเมืองในหลายประเทศเข้าสู่ยุคแตกแยก (polarization) และแข่งขันแบบประชานิยมมากขึ้นทุกปี

Acts of Nature — ภัยธรรมชาติจะสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระยะยาว

  • ภาวะขาดดุลของประเทศต่าง ๆ ที่เกิดจากโควิด-19 เป็นตัวอย่างของ one-time shock ที่ทำให้เสถียรภาพการคลังเสียหายอย่างหนัก
  • แต่ที่น่ากังวลกว่า คือผลกระทบจาก climate change ซึ่งเป็น “long - term structural shock” ที่จะลดผลผลิตทางเกษตร ลดประสิทธิภาพแรงงาน ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นในหลายทวีป

Geopolitics & Geoeconomics — สหรัฐฯ vs จีน และยุคใหม่ของสงครามเศรษฐกิจ

  • การเปลี่ยนผ่านจาก “สงครามอำนาจทางทหาร” (Geopolitics) สู่ “สงครามเชิงเศรษฐกิจ” (Geoeconomics) โดยมีหัวใจสำคัญคือ Thucydides Trap — สถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจเก่ารู้สึกถูกคุกคามจากประเทศมหาอำนาจใหม่
  • Geopolitics (ยุคเดิม) ใช้กำลังทางทหาร การทูต และพันธมิตร ในขณะที่ Geoeconomics (ยุคใหม่) ใช้พลังเศรษฐกิจเป็นอาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การห้ามส่งออกเทคโนโลยี การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ การควบคุมพลังงาน การสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ (friend-shoring)

ทั้งหมดนี้บอกเราว่า…โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป — และผู้ที่ปรับตัวเร็วเท่านั้นที่จะได้เปรียบในเศรษฐกิจยุคใหม่

4) Silver Economy & Longevity Economy โอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านบาท

สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่ปัญหา แต่คือ “เศรษฐกิจใหม่” ที่ธุรกิจทั่วโลกรุมจับจอง จากข้อมูลพบว่าขนาดการใช้จ่ายรวมผู้สูงวัยของไทยสูงกว่า 2.2 ล้านล้านบาท โดยเป็นส่วนของการใช้จ่ายภาคเอกชน (Private spending) 1.5 ล้านล้านบาท และรายจ่ายภาครัฐ (Public spending) 0.7 ล้านล้านบาท มีการคาดการณ์ว่าในปี 2033 การใช้จ่ายรวมผู้สูงวัยของภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี

โดย 7 กลุ่มธุรกิจที่โตเร็วที่สุด ได้แก่ อาหารและสุขภาพ ที่อยู่อาศัยและระบบ Smart Home เทคโนโลยีเพื่อชีวิตประจำวัน ท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย ประกันสุขภาพ & LTC การเงิน การลงทุน ความคุ้มครอง ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ MIT AgeLab ระบุว่า อนาคตของ Longevity Economy คือ “ตลาดผู้หญิง” เพราะผู้หญิงอายุยืนกว่า และเป็นผู้ตัดสินใจหลักเรื่องครอบครัว

5) Case Study ประเทศที่รับมือ “อายุยืน” ได้ดีที่สุด

กรณีศึกษาสำคัญจาก สิงคโปร์ ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเตรียมความพร้อมด้าน Longevity Economy ได้ดีที่สุดในโลก มีการเตรียมพร้อมในหลายด้าน รวมถึงมีโครงการซึ่งรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงวัย ดังนี้

1. MoneySense เพื่อยกระดับความรู้ทางการเงินตั้งแต่ปี 2003 เป็นโครงการระดับชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้คนสิงคโปร์ วางแผนการเงินเป็น เข้าใจการออม การลงทุน และความเสี่ยง และพร้อมต่อการเกษียณมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีความสามารถทางการเงินสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ความเปราะบางทางการเงินของผู้สูงอายุน้อยที่สุดในเอเชีย

2. SkillsFuture กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ “ยุทธศาสตร์ชาติ” สิงคโปร์เข้าใจว่าการมีชีวิต 100 ปี จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่หลายครั้ง จึงออกแบบให้มีการแจก “เครดิตการเรียนรู้” กับประชาชนทุกวัย โดยสามารถนำเครดิตดังกล่าวไปลงเรียนเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนของสิงคโปร์ Reskill ได้เร็ว มีความพร้อมรับอาชีพใหม่ในยุค AI และยังช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้แม้อายุ 50 ปีขึ้นไปแล้วก็ตาม

3. National Silver Academy (NSA) ทำให้ผู้สูงวัยเป็น “Active Seniors” โครงการนี้ออกแบบขึ้นมาเฉพาะสำหรับคนที่อายุ 50+ เพื่อเรียนทักษะใหม่ เช่น เทคโนโลยีพื้นฐาน ภาษา ศิลปะ สุขภาพ และกิจกรรมเสริมปฏิสัมพันธ์ในสังคม เพราะคนสิงคโปร์มีมุมมองว่าผู้สูงวัยคือ “ทรัพยากรของประเทศ ไม่ใช่ภาระ” ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ผู้สูงวัยมีบทบาททางสังคมสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

6) 90% ไม่พร้อมเกษียณ vs 10% ที่วางแผนทันเวลา

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ภาพแบ่งขั้วอย่างชัดเจน โดย กลุ่ม Well-Prepared (10%) มีเงินออม มีประกันสุขภาพ ใช้เทคโนโลยีในการจัดการชีวิต มีการวางแผนเกษียณรอบด้าน ทำให้สามารถใช้ชีวิตคุณภาพสูงทั้งกิน อยู่ เที่ยว ได้อย่างไม่กังวล ในขณะที่ กลุ่ม Unprepared (90%) ยังต้องพึ่งลูกหลานหรือรัฐ เนื่องจากไม่มีเงินสำรองทางสุขภาพ เทคโนโลยีเข้าถึงจำกัด ไม่สามารถรักษาคุณภาพชีวิตในวัยชราได้

นี่คือความจริงที่ผู้ให้คำปรึกษาการเงินต้องตระหนัก “ความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงวัยจะรุนแรงกว่าในสังคมใดๆ”

7) Wealth Journey to 100-Year Life: 5 เสาหลักของการออกแบบความมั่งคั่ง

การวางแผนการเงินในยุคอายุยืนไม่ใช่สูตรเดิมอีกต่อไป นี่คือ 5 เสาหลักที่ทุกคนต้องมี

1. Wealth Accumulation เริ่มเร็วที่สุด และต้อง “ไม่หยุด” ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิต 100 ปีคือ ระยะเวลา ดอกเบี้ยทบต้นสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่า หากเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย

2. Wealth Protection ป้องกันความเสี่ยงที่มากับอายุยืน เตรียมความพร้อมเรื่องประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง LTC (Long-term Care) การจัดพอร์ตแบบยืดหยุ่นเพื่อลดความเสี่ยงขาลง เพราะภัยที่แท้จริงของอายุยืนคือ ค่ารักษาพยาบาล และ ความเสี่ยงการพึ่งพิง

3. Wealth Distribution แผนส่งต่อทรัพย์สินที่ลดความขัดแย้ง การที่คนมีอายุยืนกลับทำให้ความสัมพันธ์ครอบครัวซับซ้อนขึ้น จึงทำให้การวางแผนมรดกต้องชัดเจนกว่ายุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนพินัยกรรม การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การวางแผนภาษีมรดก ไปจนถึงการจัดตั้งทรัสต์ส่วนบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่าควรต้องทำตั้งแต่ยังแข็งแรง

4. Wealth Extension การสร้างรายได้หลัง 60 ปี ยุคนี้ไม่มีคำว่าเกษียณแบบหยุดนิ่งอีกต่อไป เพราะ “รายได้หลัง 60” คือเส้นเลือดใหญ่ของ Wealthspan ซึ่งตัวอย่างของแหล่งเงินได้หลังเกษียณ เช่น Part-time consulting ธุรกิจออนไลน์ รายได้จากการลงทุน และ Gig economy อีกหลายรูปแบบ

5. Wealth Wellbeing สุขภาพคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด ต่อให้คุณมี Wealthspan มากแค่ไหน มันอาจจะไร้ความหมาย หาก Healthspan สั้นกว่า ฉะนั้นทั้งสองต้องเดินคู่กัน การดูแลเรื่องสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ตั้งแต่การทานอาหารที่ดี การออกกำลังกาย การดูแลจิตใจ การนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ทั้งหมดนี้คือ “กำไรชีวิต” ที่เงินซื้อไม่ได้

บทสรุป ความมั่งคั่งในโลกอายุยืน = การเตรียมพร้อมระยะยาว

“100 ปี” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเรารู้เท่าทันและออกแบบชีวิตอย่างชาญฉลาด โดยเราสามารถออกแบบเส้นทางความมั่งคั่งได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ “Lifespan – Healthspan – Wealthspan” เดินไปด้วยกันอย่างสมดุลตลอด 100 ปีของชีวิต

นี่คือภารกิจของทุกคน โดยเฉพาะนักวางแผนการเงินยุคใหม่ ที่ต้องช่วยสังคมไทยเดินทางสู่ “100-Year Life” อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด


 

 Sharing of Experience "100-Year Portfolio: หยุดทำงาน ไม่หยุดทำเงิน" 

สำหรับงาน TFPA Wealth Management Forum 2025 ในหัวข้อ “100-Year Portfolio: หยุดทำงาน ไม่หยุดทำเงิน” โดยคุณทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย คุณธวัชชัย ทวีถาวรวสวัสดิ์ ที่ปรึกษาและผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย และคุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) มีเนื้อหาที่ช่วยเปิดมุมมองทางเลือกการลงทุนหลังเกษียณ ที่อาจไม่มีในตำราให้นักวางแผนการเงิน CFP และที่ปรึกษาการเงิน AFPT สามารถนำไปประยุกต์เพื่อจัดพอร์ตหลังเกษียณให้กับผู้รับคำปรึกษาได้

I: มีชีวิตไปถึง 100 ปี เป็นไปได้จริงหรือ?

ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์และแนวโน้มอายุขัยเฉลี่ยคนทั่วไป การที่คนเราจะมีอายุถึง 100 ปี อาจไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งประเทศไทยเองคนที่มีอายุเกิน 100 ปี น่าจะมีอยู่ประมาณเกือบ 40,000 คน ซึ่งเคยมีคนคาดการณ์ว่าอีก 30-40 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นประเทศที่มีคนอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าในเชิงสถิติแล้วผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย ซึ่งถ้าจะบอกว่าผู้หญิงอาจมีอายุถึง 120 ปี ก็อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริง ในขณะที่อายุขัยเกษียณของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ที่อายุ 55-60 ปี ซึ่งแม้จะมีความพยายามขยายอายุเกษียณให้มากขึ้น แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเร็ววันนี้ เท่ากับว่าถ้าเกษียณตอนอายุ 50 ปี 60 ปี ต้องมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ 50 ปี และ 40 ปี ตามลำดับ ดังนั้นหากคนเรามีอายุถึง 100 ปี สิ่งที่ต้องคิดคือ จะใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยคุณภาพชีวิตแบบไหน ที่เงินจะไม่หมดไปก่อน

สำหรับการเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ ถ้าใช้จ่ายช่วงอายุ 60-85 ปี เดือนละ 15,000 บาท และต้องใช้มากขึ้นทุกปีตามเงินเฟ้อ ต้องมีเงินขั้นต่ำที่ 4 ล้าน (ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ = 1%ต่อปี) แล้วถ้าเราต้องใช้จ่ายนานขึ้นถึงอายุ 90 ปี 100 ปี ก็ต้องเตรียมเงิน 5-6 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท หากรวมกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว ก็อาจเพียงพอแค่จ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร 3 มื้อเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อเดือน ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ตนเองและผู้รับคำปรึกษากันด้วย เช่น ถ้าใช้จ่ายเดือนละ 30,00 บาท ไปจนถึงอายุ 100 ปี ต้องเตรียมเงิน 10-11 ล้านบาท และถ้ามีแผนท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 2 ครั้ง อาจจะต้องมีเงินเกือบ 20 ล้านบาทเลย

II: การลงทุน กับโลกที่เปลี่ยนไป

ถ้าอยากให้เงินลงทุนเติบโตการจัดสัดส่วนหรือพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น แต่สินทรัพย์การลงทุนยอดฮิตอย่างหุ้นสามัญนั้น อาจมีลักษณะการเติบโตต่อจากนี้ต่างไปจากในอดีต เพราะหากย้อนกลับไปประมาณ 70 กว่าปีที่แล้ว ประชากรโลกมีกว่า 2,000 ล้านคน แล้วจำนวนประชากรโลกก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกว่า 8,000 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งเรามักเคยชินกับโลกในแบบที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้มีการบริโภคมากขึ้น เช่น ทุกคนทุกครอบครัวมีการซื้อโทรทัศน์ ซื้อรถยนต์ และซื้อสินค้าและบริการต่างๆ มาโดยตลอด แต่ปัจจุบันแนวโน้มจำนวนประชากรกำลังจะกลับหัว คือ จำนวนประชากรจะลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลง หรือครอบครัวที่มีบุตรน้อยลงหรือไม่มีบุตรเลย จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่อีก 50 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรคนไทยอาจเหลือเพียงครึ่งหนี่งของประชากรปัจจุบัน ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้น อาจไม่ควรเลือกหุ้นของกิจการที่ยอดขายขึ้นกับจำนวนประชากร แต่ควรมองหาธุรกิจที่เติบโตได้แม้จำนวนคนไม่เพิ่ม แต่ยังมีความต้องการใช้สินค้าและบริการไม่ลดลง

อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือ พฤติกรรมการใช้จ่ายหรือการบริโภค โดยหากแบ่ง Segment คนเป็น 3 ระดับ คน Segment บน การใช้จ่ายก็ทรงๆ ไม่ได้ลดลงตามเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะคนเราก็บริโภคได้เท่าเดิมแม้มีเงินเยอะก็ตาม คน Segment ล่าง กำลังซื้อก็ลดลงตามเศรษฐกิจที่ชะลอลง ในขณะที่คน Segment กลาง ที่พอมีกำลังซื้อบ้าง กลับหันไปบริโภคสินค้าหรือบริการเหมือนคนรวยที่เป็น Segment บน เนื่องจากสินค้าและบริการแบบคนรวยเริ่มมีราคาต่ำลงตามเศรษฐกิจ ทำให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีมานี้ คือตลาดการท่องเที่ยวอย่างพูลวิลล่า ที่เป็นทางเลือกมาแรงที่กำลังจะมาทดแทนโรงแรม

สำหรับผลตอบแทนของหุ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ทำผลตอบแทนได้สูงเป็นอันดับต้นๆ และสูงกว่าผลตอบแทนของภาพรวมตลาด จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเราควรต้องมีการปรับ Mindset ด้วยว่าควรจะลงทุนอย่างไร เพราะไม่ใช่หุ้นทุกตัวหรือทุกอุตสาหกรรมจะทำผลตอบแทนได้สูงเสมอไป

อีกทางเลือกการลงทุนที่มาแรงและอาจจะอยู่นอกตำราการลงทุนทั่วไป คือ พูลวิลล่า ที่เป็นทางเลือกในการสร้าง Passive Income ในรูปแบบค่าเช่า จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป รวมถึงคนไทยด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสการซื้อคอนโดแนวรถไฟฟ้า แล้วผู้ลงทุนก็ได้รับผลตอบแทนจากค่าเช่ากัน แต่ก็ตามมาด้วยค่าส่วนกลาง รวมถึงการจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะประเภทไหนก็ต้องทำความเข้าใจรายละเอียดให้ดี อย่างเช่นการลงทุนคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยที่คาดหวังผู้เช่าที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่มีผลมากแต่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือ หากเป็นคอนโดที่ไม่สามารถเดินเท้าไปมหาวิทยาลัยได้ จะมีอัตราการเช่าต่ำมาก ไม่ว่าตัวห้องจะแต่งดีแค่ไหนมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ก็ตาม

ส่วนพูลวิลล่าอัตราการเช่าและต้นทุนการทำความสะอาดดูแลรักษา ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น กลุ่มที่เน้นมาใช้พื้นที่กินดื่มสังสรรค์ พื้นที่ที่ต้องดูแลรักษามากสุดคือโซนสระว่ายน้ำ ส่วนห้องนอนแทบไม่ทรุดโทรมเลย ซึ่งหากค่าเช่าอยู่ที่วันละ 5,000-,6000 บาท แต่เข้าพักได้ 8 คน หารเฉลี่ยแล้วคนละไม่ถึง 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่าการนอนโรงแรม ซึ่งพูลวิลล่าแบบนี้ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นพูลวิลล่าที่ตอบโจทย์กลุ่ม Family ที่ดูดีขึ้น รองรับผู้เข้าพักได้ 10 คน ราคาก็ประมาณ 10 ล้านบาท แต่ค่าเช่าก็สูงขึ้นเป็นวันละ 18,000-20,000 บาท สำหรับแนวทางการตั้งค่าเช่าแนะนำลองสำรวจค่าเช่าโรงแรมในพื้นที่ หากโรงแรมบริเวณนั้นอยู่ที่วันละ 3,000 บาท ค่าเช่าพูลวิลล่าที่เฉลี่ยต่อคนแล้วไม่เกิน 2,000 บาท ก็น่าจะเป็นอัตราค่าเช่าที่นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้ง่าย เพราะสามารถทำกิจกรรมได้มากกว่า เช่น การปิ้งบาร์บีคิว เป็นต้น อีกทั้งพูลวิลล่าไม่มีต้นทุนบางอย่างเหมือนโรงแรม เช่น อาหารเช้า ฯลฯ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาก็ไม่ได้อยากทานอาหารเช้าที่เราเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว อีกทั้งปัจจุบันก็ยังมี food delivery application รองรับอยู่แล้วด้วย

III: จัดพอร์ต รองรับอายุยืนถึง 100 ปี

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนหลังเกษียณให้อยู่ได้ถึงอายุ 100 ปี หากจัดพอร์ตเพื่อคาดหวังผลตอบโดยเฉลี่ยที่สูง ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงหรือความผันผวนที่สูงตาม จากการจำลองมูลค่าเงินลงทุน 3 รูปแบบ โดยตั้งสมมติฐานว่า ทั้ง 3 รูปแบบสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเกษียณได้เท่ากันที่ 7%ต่อปี และไม่ว่าผลตอบแทนการลงทุนในแต่ละปีจะเป็นเช่นไร ผู้ลงทุนจะถอนเงินออมมาใช้จ่ายในจำนวนที่เท่ากันในทุกรูปแบบเสมอ

  • รูปแบบที่ 1: ผลตอบแทนประมาณ 7%ต่อปีทุกปี ไม่มีปีใดที่ผลตอบแทนผันผวนมากนัก พบว่าเงินลงทุนจะค่อยๆ ทยอยลดลง จนเกือบหมดพอดีตอนสิ้นอายุขัยที่กำหนด
  • รูปแบบที่ 2: ผลตอบแทนในช่วงปีแรกๆ สูงประมาณ 12-22%ต่อปี แต่ในช่วงปีท้ายๆ ก่อนถึงอายุขัย ผลตอบแทนกลับติดลบ 4-7%ต่อปี พบว่ามูลค่าเงินลงทุนนอกจากเพียงพอจนถึงสิ้นอายุขัยแล้ว ยังมีเงินก้อนเหลืออีกจำนวนหนึ่งด้วย
  • รูปแบบที่ 3: ผลตอบแทนในช่วงปีแรกๆ ติดลบประมาณ 4-7%ต่อปี แล้วในช่วงปีท้ายๆ ก่อนถึงอายุขัย ผลตอบแทนกลับสูงขึ้นถึง 12-22%ต่อปี พบว่ามูลค่าเงินลงทุนหมดก่อนที่จะถึงปีที่สิ้นอายุขัย ทำให้ในช่วงบั้นปลายชีวิต ไม่มีเงินเพียงพอที่จะดำรงชีวิตได้

ดังนั้นหากต้องการจัดพอร์ตลงทุนหลังเกษียณให้อยู่ได้ถึงอายุ 100 ปี สิ่งหนึ่งที่นักวางแผนการเงิน CFP และที่ปรึกษาการเงิน AFPT จะละเลยไม่ได้ คือ ภาวะตลาดในช่วงปีแรกๆ ของการเกษียณอายุของผู้รับคำปรึกษา อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายเกษียณได้ เช่น หากผู้รับคำปรึกษาเกษียณอายุในปีที่เกิด COVID-19 พอดี ซึ่งเป็นปีที่สินทรัพย์และพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ติดลบ ก็มีความเสี่ยงที่จำนวนเงินลงทุนที่เคยวางแผนไว้ จะไม่เพียงพอกับเป้าหมายเกษียณอายุได้ อีกทั้งเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินสำหรับคนวัยเกษียณยังถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยควรมีอย่างน้อย 12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ในทางเลือกที่คล่องตัวพร้อมนำออกมาใช้จ่ายได้เสมอ

สำหรับเนื้อหาความรู้ในหัวข้อ “100-Year Portfolio: หยุดทำงาน ไม่หยุดทำเงิน” ในงาน TFPA Wealth Management Forum 2025 ยังมีเนื้อหาอื่นอีกมาก ที่ผู้เขียนไม่สามารถนำมาสรุปให้กับผู้อ่านได้ในบทความเดียว หากผู้อ่านต้องการได้รับเนื้อหาความรู้ดีๆ แบบนี้ แนะนำว่าปีหน้าต้องไม่พลาดเข้าร่วมงาน TFPA Wealth Management Forum 2026 เพื่อจะได้รับเนื้อหาแบบเต็มๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิที่สมาคมนักวางแผนการเงินไทย คัดสรรมาเป็นอย่างดี


 

 How To "Wellness Innovation: พลิกโฉมสุขภาพผู้สูงวัยด้วยเทคโนโลยี" 

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ Super-Aged Society อย่างเต็มรูปแบบ อายุเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 77 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ “สุขภาพดี” ยังไม่ยืนตามเท่าอายุขัย ช่องว่างระหว่าง Healthspan และ Lifespan ยาวถึง 10 ปี

ในงานสัมมนา TFPA Wealth Management Forum 2025 เปิดประเด็นด้วยคำเตือนที่ชัดเจนว่า “สุขภาพเป็นสมบัติของเรา…ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”

นี่คือจุดตั้งต้นของการทำความเข้าใจว่า การดูแลตัวเองเชิงรุก (Proactive) มีความสำคัญมากเพียงใดในยุคที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสรุปได้ ดังนี้ 

1. ความแก่: ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ป้องกันความเสื่อมได้

คุณหมอขิม อธิบายว่า “ความแก่” ไม่ได้เกิดจากผิวเหี่ยวย่นเท่านั้น แต่เกิดจากการเสื่อมในระดับเซลล์ เช่น

ฮอร์โมนลดลง เทโลเมียร์สั้นลง ไมโครไบโอมเสียสมดุล

“เราอยากแก่…แต่แก่แบบมีคุณภาพ ไม่ใช่แก่แล้วเจ็บยาวสิบปี”

ข้อมูลจากการทำงานจริงพบว่าหลายคน “รู้สึก” ว่าแข็งแรง แต่เมื่อตรวจลึกกลับพบภาวะเสี่ยง เช่น ไขมันพอกตับหรืออายุเซลล์มากกว่าอายุจริง

2. อายุยืนคุณภาพ = ผลลัพธ์ของ 'พันธุกรรม + ไลฟ์สไตล์ระยะยาว'

แม้พันธุกรรมจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไลฟ์สไตล์คือปัจจัยที่กำหนดความเสื่อมมากที่สุด โดยเฉพาะ 6 ด้านหลัก

คือ การนอน อาหาร การออกกำลังกาย ความเครียด สารอันตราย และความสัมพันธ์ทางสังคม

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไลฟ์สไตล์ที่ทำซ้ำทุกวัน” พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ละเลยสะสมจนเกิดโรคโดยไม่รู้ตัว

3. ภัยเงียบ: โรค NCD ที่หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเสี่ยง

โรคเรื้อรัง เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน และมะเร็ง คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของไทย สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนไม่มีสัญญาณใด ๆ มาก่อน มีเพื่อนหรือคนรู้จักเกิดอัมพฤกษ์แบบเฉียบพลันในช่วงเวลาใกล้กัน แม้บางรายออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ยังเกิดเส้นเลือดสมองตีบ

โรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

4. การแพทย์ยุคใหม่: จากรักษาเมื่อป่วย → ป้องกันก่อนเกิดโรค

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Wellness 5.0 “สมัยก่อนเราเป็น Reactive…วันนี้เราเป็น Proactive แล้ว”

เทคโนโลยีที่ช่วยประเมินความเสี่ยงเชิงลึก ได้แก่ ตรวจเลือดเชิงลึก (ระดับสารอาหาร, ฮอร์โมน, การอักเสบ)

ตรวจยีนความเสี่ยงโรค ตรวจไมโครไบโอมในลำไส้ ตรวจโปรตีนเสื่อม (เช่น เบต้า-อะไมลอยด์) เพื่อประเมินความเสี่ยงอัลไซเมอร์ Wearable devices ที่ตรวจหัวใจเต้นผิดจังหวะและคุณภาพการนอน

เทคโนโลยีทำให้เรารู้เร็ว ปรับเร็ว และป้องกันได้จริง

5. การประเมินอายุเซลล์: เครื่องมือสำคัญในการรู้ทันความเสื่อม

การตรวจ Biological Age / Epigenetic Age ช่วยให้เห็น “ความแก่ที่แท้จริงของเซลล์” ไม่ใช่อายุในบัตรประชาชน

เช่น อายุจริง 63 ปี แต่ผลตรวจอายุเซลล์ = 78 ปี ซึ่ง “ผลพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ตกใจ…แต่มีไว้ให้เริ่มต้นปรับตัวอย่างถูกทาง”

อายุเซลล์สามารถ “ย้อนกลับได้” หากปรับไลฟ์สไตล์และติดตามผลทุก 6–12 เดือน

6. เทโลเมียร์: ดัชนีชี้วัดความแก่ที่ยืดได้ด้วยพฤติกรรม

เทโลเมียร์สั้น = ชราเร็ว ส่วนเทโลเมียร์ยาว = สุขภาพดีกว่าในระยะยาว

สิ่งที่ช่วยได้จริง ได้แก่ การนอนคุณภาพ การออกกำลังกาย การลดความเครียด

“การนอนดีช่วยยืดเทโลเมียร์ได้…และทำให้อายุเซลล์ลดลงจริง”

7. 3 เสาหลักไลฟ์สไตล์ที่ควรเริ่มทันที

7.1 การนอนคุณภาพดี

  • ช่วงหลั่งโกรทฮอร์โมนสูงสุด: 4 ทุ่ม–ตี 2
  • ปิดหน้าจออย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงก่อนนอน
  • ห้องนอนควรมืด หรือปรับเป็นไฟสีแดงเพื่อช่วยหลับลึก

คำเตือนที่ทุกคนในห้องจำได้คือ “ใครที่นอนไม่ดี…จะแก่เร็วค่ะ”

7.2 การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้แก่ช้าลงได้ประมาณ 9 ปี ควรมีทั้งแอโรบิก เวทเทรนนิ่ง การยืดเหยียด–บาลานซ์ (โยคะ ไทเก็ก) มีคนถามเชิงเล่น หมอตอบว่า “ที่ผ่านมาไม่ออกเลย…งั้นต้องบวกกลับไป 9 ปีค่ะ”

แม้เป็นมุก แต่สะท้อนความจริงว่า “การไม่ออกกำลังกายคือการเร่งอายุ”

7.3 อาหารดี ลดหวาน ลดแป้ง ลดอาหารแปรรูป

ประโยคสำคัญที่คุณหมอย้ำคือ “น้ำตาลคือยาพิษ…กินมาก เซลล์แก่เร็วและอักเสบง่าย”

ข้อแนะนำพื้นฐาน

  • น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน
  • ผักหลากสี 5 สี/วัน
  • โปรตีน 3–4 ฝ่ามือ/วัน
  • น้ำ 2–3 ลิตร

8. ไมโครไบโอมในลำไส้: จุดเริ่มต้นของสุขภาพทุกระบบ

พรีไบโอติก (กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง แก่นตะวัน) และโปรไบโอติก (กิมจิ นัตโตะ โยเกิร์ต) มีบทบาทต่อทั้งภูมิคุ้มกันและอารมณ์

“ความหลากหลายของจุลินทรีย์สำคัญที่สุด” หากตรวจไมโครไบโอม จะปรับโภชนาการได้แม่นยำขึ้น

9. สุขภาพใจและความสัมพันธ์ทางสังคม: ตัวแปรสำคัญของคุณภาพชีวิต

กิจกรรม เช่น นั่งสมาธิ โยคะ พบปะผู้คน ช่วยให้สุขภาพใจมั่นคง ลดความเหงาในผู้สูงวัย

คำพูดหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าฟังคำนึงถึง “ภาพรวมชีวิต” คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”

สุขภาพใจที่ดีช่วยให้การดูแลร่างกายง่ายขึ้นมาก

10. วางแผนสุขภาพ พร้อมวางแผนการเงิน

แม้เราจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ

“ป่วยหนึ่งคน…ครอบครัวป่วยทั้งบ้าน” ดังนั้น ประกันสุขภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือการปกป้องครอบครัว

กล่าวโดยสรุป การเข้าสู่วัยสูงอายุไม่จำเป็นต้องมาพร้อมความเสื่อม ด้วยความรู้และเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถตรวจหาความเสี่ยงล่วงหน้า ปรับไลฟ์สไตล์อย่างมีเป้าหมาย ใช้ข้อมูลสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน และวางแผนการเงินรองรับอนาคต

“สุขภาพคือสมบัติที่เราต้องรักษาเองตั้งแต่วันนี้”


 

 How To "Design Your Good Life: ออกแบบ “ชีวิตที่ดี” ในแนวทางของตัวเอง" 

การออกแบบชีวิตที่ดี (Good Life) และการบรรลุซึ่งอิสรภาพในมิติต่างๆ นอกเหนือจากอิสรภาพทางการเงิน (Financial Independence) เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่สัมมนาหัวข้อก่อนหน้านี้ อิสรภาพในการเลือกตัดสินใจใช้ชีวิต และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพและมีความหมาย (Meaningful Life)

นิยามใหม่ของวัยเกษียณ: "วัยอิสระ"

เพื่อให้เกิดมุมมองเชิงบวก (Positive) และลดการมองว่าผู้สูงวัยเป็นภาระหรือปัญหาของสังคมและครอบครัว คุณหมอนาฎ มีการเสนอให้เปลี่ยนการเรียกกลุ่มผู้สูงวัยเป็น "วัยอิสระ" คำว่าวัยอิสระนี้สื่อสารถึงความที่ยังมีคุณค่าแม้จะเกษียณอายุแล้ว

เป้าหมายสูงสุดของผู้ที่เข้าสู่วัยอิสระคือ Healthy Longevity (การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสามประการ ได้แก่ Lifespan (ช่วงอายุที่ยืนยาว), Healthspan (ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี), และที่สำคัญคือ Wealthspan (อิสรภาพทางการเงิน)

คุณหมอนาฎ เน้นย้ำว่า การมีอายุที่ยืนยาวควรควบคู่ไปกับช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี (Healthspan) และเป้าหมายที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องการคือ Independence (การพึ่งพาตนเองได้) ในมิติต่างๆ ทั้งร่างกาย สติปัญญา (Mental Cognitive) และทางการเงิน ดังคำกล่าวที่ว่า "Longevity is not just about adding years to life but it's adding life to years"

ทางเลือกของการอยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพ

จากการพูดคุยพบว่า ทางเลือกในการอยู่อาศัยสำหรับวัยอิสระสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลัก

  1. Aging in Place (อยู่ที่บ้าน) ประมาณ 80-90% ของวัยอิสระหลังเกษียณเลือกที่จะอยู่ในบ้านของตนเอง ปัจจัยที่เอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถอยู่ที่บ้านได้ดีจึงเป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริม อย่างไรก็ตาม การดูแลที่บ้านนั้นมีความอบอุ่นและเป็นการแสดงความรักที่ดีต่อกัน แต่ก็ต้องใช้พลังใจและความกดดันมหาศาลต่อสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ดูแล
  2. Institution (สถานดูแล) อีกประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เลือกมาอยู่ในสถาบันดูแลผู้สูงวัย (Senior Living) ซึ่งรวมถึง Assisted Living, Nursing Home และการดูแลช่วงท้ายของชีวิต (Palliative Care หรือ Palliative Hospital).

สำหรับ Independent Living จะเน้นที่ความสุขและการมีสังคม (Active Aging) เพื่อส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางจิตวิญญาณ (Spirituality) โดยมีการดูแลด้านสุขภาพจากเจ้าหน้าที่

การวางแผนชีวิตและการเงินช่วงท้ายของชีวิต

วิทยากรทั้ง 2 ท่าน ได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาตระหนักว่าการมีชีวิตที่ดี (Good Life) คือ Independent Life ในทุกมิติ และการวางแผนที่สำคัญสำหรับช่วงท้ายของชีวิตมีสองส่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการวางแผนทางการเงิน

  1. พินัยกรรม (ทรัพย์สิน) และ Living and Living Note
    • Living and Living Note ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกหลานที่ไม่สามารถค้นหาทรัพย์สมบัติ, รหัสเซฟ, หรือโฉนดได้หลังจากญาติผู้ใหญ่จากไป
    • มีตัวอย่างสมุดเล่มที่จัดทำโดย “ชีวามิตร” ช่วยรวบรวมข้อมูลเรื่องทรัพย์สิน, รหัสต่างๆ, สิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ และความปรารถนาที่อยากจะทำ รวมถึงส่วนที่เป็น Living Note (Living Will) ด้วย
  2. Living Will (เจตจำนงในการรักษาพยาบาล/สมุดเบาใจ)
    • Living Will คือ เจตจำนงของบุคคล ที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อไม่มีสติสัมปชัญญะหรือไม่สามารถแสดงความต้องการได้
    • เจตจำนงนี้ระบุว่า ต้องการให้บุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติอย่างไร เช่น ไม่ต้องการใส่ท่อช่วยหายใจ, ไม่ต้องปั๊มหัวใจ (CPR), หรือไม่ต้องเจาะคอ
    • ความเข้าใจผิด: หลายคนกลัวว่าหากทำ Living Will แล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหันแพทย์จะไม่ช่วยกู้ชีพ แต่แท้จริงแล้ว Living Will จะทำงาน (Active) ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นอยู่ในช่วงท้ายของชีวิต (End of Life) เท่านั้น
    • ความสำคัญ: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Living Will ถูกสร้างมาเพื่อปกป้องแพทย์จากการถูกเอาผิด หากเลือกที่จะไม่ช่วยชีวิตคนไข้กลุ่มนี้
    • สิ่งที่แนะนำ: การเขียน Living Will ควรทำโดยเร็วที่สุด เพราะ "ไม่มีช่วงเวลาที่เหมาะสม มีแต่เร็วไปกับช้าไป" การทำช้าไปอาจนำไปสู่การรักษาที่มุ่งยื้อความตายเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการรักษาที่ทรมาน นอกจากนี้ การเขียนแล้วต้องมีการ พูดคุยหารือร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ "กตัญญูครั้งสุดท้าย" ที่ลูกหลานมีความเห็นไม่ลงรอยกันหน้าห้องฉุกเฉินหรือ ICU

ทางเลือกการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)

คุณหมอนิษฐา  กล่าวถึง โรงพยาบาลคูน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care การดูแลแบบประคับประคองนี้เน้นที่ คุณภาพชีวิตมากกว่าการยื้อชีวิต ในหลายกรณี ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและสามารถกลับบ้านได้ แต่ในบางกรณี หากการรักษานั้นเป็นเพียงการยื้อช่วงเวลาท้ายๆ ทางโรงพยาบาลจะมีการสื่อสารและดูแลด้านจิตวิญญาณ (Spiritual) เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ

คุณหมอนิษฐา มีความคิดเห็นว่า ความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่ความตาย แต่คือความกลัวที่จะอยู่ในช่วงที่คุณภาพชีวิตแย่ (Poor Quality of life) เป็นเวลานาน ดังนั้น เป้าหมายคือการทำให้ช่วง Quality of life ที่แย่สั้นที่สุด

มิติทางด้านค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลช่วงท้ายของชีวิตอาจสูงมาก โดยเฉพาะหากลูกหลานตัดสินใจสู้เต็มที่ในโรงพยาบาลทั่วไป อาจสูงถึง 5 ล้านถึง 10 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบทางเลือกในการดูแล มีดังนี้

บริบทการดูแล

ผู้ให้บริการ

ลักษณะการดูแล

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

Home Palliative Care

เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม

เหมาะกับผู้ที่มีฐานะไม่ดีนัก หรือต้องการใช้เวลาที่บ้าน แม้ดูโรแมนติกแต่เป็นภาระหนักต่อผู้ดูแลในบ้าน

เฉลี่ย 15,000 บาทต่อเคส (จนจบ) และโดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล

Palliative Hospital

โรงพยาบาลคูน

ดูแลในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเข้าใจจิตวิญญาณของผู้ป่วยระยะท้าย รักษาตามเป้าหมายของคนไข้และครอบครัว

ถูกกว่าการรักษาเต็มรูปแบบในโรงพยาบาลทั่วไป 20-30% ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับโรคและ "Goal of Care" ที่ตกลงร่วมกัน

สิ่งที่ผู้ให้บริการ Palliative Care ทั้งที่บ้าน (เยือนเย็น) และที่โรงพยาบาล (คูน) ทำเหมือนกันคือ การทำ Family Counseling/Family Meeting เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีทรัพย์สินมาก ได้มารับทราบเจตจำนงจากเจ้าของชีวิต เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกันและลดความขัดแย้ง

การเตรียมตัวสู่ "Silver Tsunami"

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "สึนามิประชากรไทย" (Silver Tsunami) ซึ่งเป็นรุ่นที่เกิดเกินล้านคนต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2506 ถึง 2526 คุณหมอนาฎ เน้นว่า กลุ่ม 40-60 ปี เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะอาจจะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และความเสี่ยงเรื่องสมองเสื่อม

การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) จึงต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ

  1. Mindset และ Lifestyle: การมีสุขภาพดีราคา 0 บาท เริ่มต้นจาก Mindset ที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการจบชีวิตด้วยค่าใช้จ่ายสูงในโรงพยาบาลเพราะเป็นสารพัดโรค
  2. Health Wealth: แผนการเงินที่ดีอาจพังได้ในช่วงท้ายชีวิต หากเกิดอาการป่วยหนัก เช่น เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือมะเร็ง ดังนั้น สุขภาพที่ดีคือ "Wealth" ที่สำคัญที่สุด
  3. Spiritual Wealth: นอกจากสุขภาพกายและใจแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับมิติทางด้านจิตวิญญาณ (Spiritual) และการหาคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ แม้ร่างกายจะถดถอยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (ไม่เป็นอิสระ) เราก็ต้องไม่เป็นทุกข์กับสภาวะนั้น

ข้อคิดส่งท้าย

คุณหมอทั้งสองท่านฝากหลักคิดในการออกแบบชีวิตที่ดี (Good Life) ไว้ดังนี้

  1. ชีวิตเราเรากำหนดเอง หากเราไม่กำหนด ชีวิตเราจะมีคนอื่นมากำหนดให้
  2. จงตอบคำถามว่า "อยู่เพื่ออะไร" การมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ต้องคู่กับการรู้ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ซึ่งจะช่วยให้เราไม่มีความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณในช่วงท้ายของชีวิต

สุดท้าย ผู้ดำเนินรายการขอฝากย้ำว่า ทุกคนจะต้องเข้าสู่วัยอิสระ และขอให้อิสระในการเลือกการมีชีวิตที่มีคุณภาพนั้นเกิดขึ้นได้ ผ่านการวางแผนเรื่องพินัยกรรมและ Living Will อย่างจริงจัง 


 

 How To "Beyond Legacy: ถอดรหัสส่งต่อมรดก ผ่านเลนส์นักกฎหมาย-ภาษี" 

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ โดยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Complete Aged Society) กลุ่มคนเหล่านี้ โดยเฉพาะ Baby Boomer และ Gen X ซึ่งเป็นผู้ที่ได้สั่งสมความมั่งคั่งและสินทรัพย์ไว้จำนวนมหาศาล กำลังเข้าสู่ช่วงการเกษียณอายุ และเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ "Great Wealth Transfer" ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ากว่า 83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า

การวางแผนการเงินในปัจจุบันจึงมิอาจจำกัดอยู่แค่การสะสม และการบริหารเงินใช้จ่ายหลังเกษียณ อีกต่อไป แต่มิติที่สามที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการและส่งต่อมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโจทย์สำคัญที่นักวางแผนการเงินต้องตระหนักควบคู่กันไปคือ การบริหารจัดการภาษีการส่งต่อ ทั้งภาษีการรับมรดก และภาษีการรับให้ เพื่อให้มั่นใจว่าความมั่งคั่งที่สร้างมาจะไม่ถูกลดทอนด้วยภาระภาษีที่ไม่จำเป็น

สัจธรรมชีวิต: การวางแผนการเงินและชีวิต

การวางแผนทางการเงินที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องครอบคลุมทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่ "เกิด" จนถึง "ตาย" หัวใจสำคัญในช่วง "เติบโต" คือการวางแผนการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ฝากเงินธนาคาร ลงทุนหลักทรัพย์ และกองทุนรวม ควบคู่ไปกับการวางแผนความมั่นคงด้วย ประกันสุขภาพ/ชีวิต การเตรียมพร้อมเรื่องสุขภาพและหลักประกันทางการเงินตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทำงานและมีสุขภาพดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นหรือเริ่มมีประวัติสุขภาพอาจทำให้การทำประกันสุขภาพในภายหลังทำได้ยาก เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะมีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอในวัยเกษียณ (60-65 ปี) นักวางแผนการเงินต้องช่วยออกแบบแผนการเงินที่สามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อรองรับการมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี หรือมากกว่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วง "สูงอายุ" การวางแผนจะต้องมุ่งเน้นที่ Active Aging คือการเกษียณอย่างมีคุณค่า มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ พร้อมด้วย หลักประกันมั่นคง และในช่วงชีวิตที่เข้าสู่ภาวะหรือกลายเป็นคนไร้ความสามารถ การวางแผนล่วงหน้ายิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะการจัดการทรัพย์สิน การจัดทำ พินัยกรรมชีวิต (Living will) และ พินัยกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือในการกำหนดเจตนารมณ์ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์และการส่งต่อทรัพย์สินเมื่อจากไปแล้ว และเมื่อถึงวาระที่ต้อง "จากไป" การเตรียมการเรื่องจัดการงานศพ การบริจาค และการเตรียมพร้อมเรื่อง ภาษีมรดก จะช่วยให้ทายาทดำเนินการได้อย่างราบรื่น

อย่าง “น้องวิน ภาสวิน” นักวางแผนการเงินรุ่นใหม่วัย 14 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่มีแนวคิดการจัดการเงินอย่างเป็นระบบ การออม และการลงทุนทองคำ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการวางแผนด้านชีวิตด้วยการเขียน “สมุดเบาใจ” หรือพินัยกรรมชีวิต เพื่อสื่อสารความต้องการของตนเองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลล่วงหน้า ในกรณีที่ไม่สามารถตัดสินใจหรือแสดงเจตนาได้ด้วยตัวเอง และเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคนข้างหลัง เป็นการตอกย้ำว่าการวางแผนชีวิตและพินัยกรรมชีวิตนั้นสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด

บทบาทของนักวางแผนการเงินจึงขยายขอบเขตไปมากกว่าการมุ่งเน้นที่ผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องเข้าถึงและเข้าใจความกังวลและความต้องการของลูกค้า ทั้งเรื่องชีวิต สุขภาพ และความมั่นคงของทายาทหลังความตาย การเข้าใจและใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น ประกัน การลงทุน เข้ากับเครื่องมือทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรม พินัยกรรมชีวิต ทรัสต์ จึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและครอบครัวได้อย่างแท้จริง

สูงวัยไทย กลุ่มใหญ่ลูกค้าสินทรัพย์สูง

ประเทศไทยในปี 2567 เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้มีอายุเกิน 60 ปี คิดเป็น 20% หรือกว่า 14.03 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่สะสมสินทรัพย์ไว้มากที่สุด โดยเฉพาะ อสังหาริมทรัพย์ ทำให้เป็นกลุ่มผู้มีฐานะมั่งคั่งสูงที่สุดในประเทศ แต่ความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก พวกเขาเริ่มพิจารณาขายบ้านหรือปรับลดขนาดที่อยู่อาศัย เพื่อไปสร้าง Community เฉพาะกลุ่มของตนเอง นอกจากนี้ แนวโน้มคนโสดและการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง  ก็มีจำนวนสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการวางแผนเกษียณและการส่งมรดก ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็กำลังพิจารณาขยายอายุเกษียณไปเป็น 65 ปี ซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนเริ่มมีการปรับอายุเกษียณตามไปด้วย

ในเชิงการบริหารความมั่งคั่งของประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะเรื่อง ใบอนุญาต (License) และกฎเกณฑ์การนำเงินลงทุนออกนอกประเทศ ทำให้ลูกค้า Wealth จำนวนมากเลือกที่จะโยกย้ายเงินลงทุนและทรัพย์สินไปยังต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และ ฮ่องกง เนื่องจากมีความยืดหยุ่นทางกฎหมาย และมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและซับซ้อนกว่า ซึ่งเป็นโจทย์ที่นักวางแผนการเงินในไทยต้องรับมือ โดยการเสนอโครงสร้างที่สามารถจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้า Wealth เหล่านี้

การถอดรหัสกฎหมายและกลยุทธ์ภาษีมรดกและการให้

หากเทียบในเรื่องของภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อของไทยกับประเทศอื่นๆแล้ว อัตราภาษีของไทย 5-10% ถือว่าต่ำมาก ในขณะที่ต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นเก็บภาษีมรดกสูงกว่า 50% อย่างไรก็ตามการลดภาระภาษีอย่างถูกกฎหมายเป็นหนึ่งในความคาดหวังหลักของลูกค้าและต้องใช้ความเข้าใจที่แม่นยำ

  1. ภาษีการรับให้ (Gift Tax)

ภาษีการรับให้เป็นกลไกสำคัญในการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งล่วงหน้า เพื่อลดฐานทรัพย์มรดก ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่แตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินและความสัมพันธ์ของผู้ให้และผู้รับ

ภาษีการรับให้ – อสังหาริมทรัพย์

ผู้ให้/ผู้รับ

ข้อยกเว้นภาษีการรับให้

ภาระภาษีที่เกิดขึ้น

ผู้ให้: บิดา/มารดา

ผู้รับ: บุตรชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม)

ส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต่อบุตรหนึ่งคนต่อปี

ผู้รับให้ต้องเสียภาษีการรับให้ในอัตรา 5% เฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ

ผู้ให้และผู้รับให้กรณีอื่น ๆ

ไม่มีข้อยกเว้น

ผู้ให้เสียภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 5-35%

ภาษีการรับให้ – สังหาริมทรัพย์

ผู้ให้/ผู้รับ

ข้อยกเว้นภาษีการรับให้

ภาระภาษีที่เกิดขึ้น

ผู้ให้: บุพการี, ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส

ส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต่อปี

ผู้รับให้เสียภาษีการรับให้ในอัตรา 5% เฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ

ผู้ให้และผู้รับให้กรณีอื่น ๆ (รวมถึงบุตรบุญธรรม)

เงื่อนไข: ต้องเป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

ส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต่อปี

ผู้รับให้เสียภาษีการรับให้ในอัตรา 5% เฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ

  1. ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax)

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (รวมถึงคริปโทเคอเรนซี่) เงินฝากหรือเงินอื่นใดมีลักษณะอย่างเดียวกัน ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา โดยมีข้อกำหนดในการจัดเก็บภาษี ดังนี้

ผู้รับมรดก

ฐานภาษีที่ต้องนำมาคำนวณ

อัตราภาษี

บุพการี/ผู้สืบสันดาน

ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (ต่อเจ้ามรดก)

5%

บุคคลอื่น

ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (ต่อเจ้ามรดก)

10%

คู่สมรส

ยกเว้น

 

กลยุทธ์วางแผนภาษีการรับให้และการรับมรดก

  1. ทยอยให้ทรัพย์สินขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยโอนให้ต่อปีในจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้
  2. ให้ Offshore assets แก่ครอบครัวในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ โดยจัดตั้ง Holding company ในไทย และ ในต่างประเทศ และมีทรัสต์ในต่างประเทศถือ Offshore holding อีกที
  3. แบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรม ลดปัญหาการทะเลาะกันระหว่างคนในครอบครัว คำแนะนำ ระบุบัญชีทรัพย์สินให้ชัดเจน หากเป็นอสังหาไม่ควรใส่ชื่อร่วม สินทรัพย์ที่แบ่งมูลค่ายากอาจเลือกใช้วิธีการจับฉลากได้
  4. ตั้ง Offshore trust ถือหุ้นของครอบครัว นำเงินไปบริหาร จัดทำประกันชีวิต เช่น Universal Life ในต่างประเทศ
  5. ซื้อประกันชีวิต เพื่อจ่ายภาษีมรดก หรือเพื่อสร้างทรัพย์สินเพิ่มจากทุนประกันให้แก่ครอบครัว
  6. ดำเนินการหลายทางเลือกพร้อมกัน โดยต้องมีการจัดโครงสร้างอย่างเหมาะสม

บางครั้งการยกมรดกทั้งหมดให้ลูก แล้วลูกใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ติดการพนัน เป็นการทำบาปให้กับลูก ฉะนั้นให้แต่พอสมควร ที่เหลือทำการกุศล เช่น ให้การศึกษา ให้ทุนวิจัย ช่วยสร้างประโยชน์ให้สังคม หรือนำเงินไปตั้งวิสาหกิจเพื่อชุมชน ถ้าเข้าเงื่อนไข ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ที่สำคัญควรมีการวางแผนเรื่องของสภาพคล่องเพื่อชำระภาษี และยังช่วยลดความเสี่ยงในการขายทรัพย์สินในราคาต่ำอีกด้วย

สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย

ปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเงิน แต่เกิดจาก ความสัมพันธ์และความไว้วางใจ การใช้ 6C Framework เป็นแนวทางในการสร้างความยั่งยืนให้ครับครอบครัว ดังนี้

  1. Corporate Structure โครงสร้างที่เหมาะสมกับธูรกิจ เช่น การจัดตั้ง Holding company การแยกประเภทธุรกิจ การตั้งธุรกิจเพื่อถือครองทรัพย์สิน การจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญกับธุรกิจครอบครัว เป็นต้น
  2. Compensation ระบบค่าตอบแทนที่ยุติธรรม (Fairness doesn’t mean Equality)
  3. Communication เน้นการสื่อสารอย่างเปิดอก การรับฟัง และการประชุมครอบครัว (Family Meeting) ที่มีวาระการดำเนินงานที่ชัดเจน หลายครอบครัวที่มีปัญหาเพราะไม่มีการสื่อสารกัน
  4. Conflict Resolution (Management) มีกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและแต่งตั้งที่ปรึกษาที่เป็นกลาง มีความสามารถจะช่วยลดความขัดแย้งของครอบครัวได้
  5. Care & Compassion ความเอื้ออาทรและความกรุณา ธุรกิจก็จะเติบโต และลดความขัดแย้งลงได้ด้วย
  6. Change ความพร้อมในการปรับตัวต่อกฎหมาย เทคโนโลยี และสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ เรื่องบางเรื่องรอไม่ได้ต้องทำทันที เช่น พินัยกรรม

8 ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อวางแผนมรดกเชิงบูรณาการ

การวางแผนมรดกเชิงบูรณาการต้องอาศัยแนวทางที่เป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งต่อความมั่งคั่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด นักวางแผนการเงินจึงควรดำเนินงานตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ

  1. Discovery & Assessment รวบรวมข้อมูลสินทรัพย์ หนี้สิน โครงสร้างการถือครอง และความต้องการของลูกค้าทั้งด้านการเงิน อารมณ์ และสุขภาพ)
  2. Tax & Legal Due Diligence ประเมินความเสี่ยงและภาระภาษีมรดกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
  3. Strategy Design กำหนดเป้าหมายการโอนทรัพย์สิน เช่น เพื่อการบริหารจัดการ เน้นการลดภาษี เน้นการรักษาทรัพย์สิน เป็นต้น และเลือกเครื่องมือ พินัยกรรม ประกันชีวิต Holding Company และทรัสต์อย่างเหมาะสม
  4. Legal Document Drafting จัดทำเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็น เช่น พินัยกรรม สัญญาผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัว
  5. Implementation เช่น ดำเนินการโอนทรัพย์สินล่วงหน้า และจัดทำโครงสร้างตามแผนที่วางไว้
  6. Liquidity Planning ใช้ประกันชีวิตเพื่อจัดการสภาพคล่องสำหรับการชำระภาษีมรดกและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
  7. Next Generation Education ให้ความรู้ทางการเงินและกฎหมายแก่ทายาท เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมในการรับช่วงต่อความมั่งคั่งและบทบาทความรับผิดชอบในครอบครัว
  8. Regular Review ทบทวนแผนอย่างน้อยทุก 2-3 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น การสมรส การหย่าร้าง การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพื่อให้แผนการเงินและมรดกยังคงมีประสิทธิภาพสูงสุด

เพื่อให้นักวางแผนการเงินได้รับข้อมูลครบถ้วนจากลูกค้า การมี Checklist รายการตรวจสอบสำหรับการวางแผนมรดก จะช่วยให้มั่นใจว่ากระบวนการส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปอย่างรอบด้านและถูกกฎหมาย โดยมีข้อมูลที่สำคัญดังนี้

  • เอกสารที่จำเป็น เพื่อทำความเข้าใจสถานะทางการเงินและเจตนาของลูกค้า ประกอบด้วย รายการทรัพย์สิน หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด พินัยกรรมฉบับปัจจุบัน กรมธรรม์ประกันชีวิต และใบหุ้นพร้อมเอกสารการลงทุน
  • การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ครอบคลุมการกำหนดเป้าหมายการส่งมอบมรดก การประเมินสภาพคล่องสำหรับการจ่ายภาษี การจัดทำแผนการให้ทรัพย์สินล่วงหน้า การพิจารณาทำประกัน และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี

การส่งต่อความมั่งคั่งในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์คือภารกิจที่ซับซ้อนกว่าแค่ผลตอบแทนการลงทุน นักวางแผนการเงินต้องบูรณาการการวางแผนการเกษียณและการจัดการ ภาษีการส่งต่อ เข้ากับเครื่องมือทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรมชีวิต ทรัสต์ การใช้กลยุทธ์ การทยอยให้ล่วงหน้า และ ประกันชีวิต เพื่อลดภาระภาษีและสร้างสภาพคล่อง รวมถึงการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัวให้เหมาะสมด้วย การให้บริการที่ครอบคลุมในทุกมิติเหล่านี้ จะทำให้นักวางแผนการเงินก้าวข้ามจากการเป็นเพียงที่นักวางแผนการเงินส่วนบุคคล ไปสู่การเป็น ที่ปรึกษาความมั่งคั่งของตระกูล (Family Wealth Advisor) ได้อย่างแท้จริง


 

 New Product: Smart Home for Silver Age: เตรียมบ้านให้พร้อม รับเวลาทองของชีวิต 

บ้านคือปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เป็นที่อยู่อาศัยและที่หลับนอน ในวัยเรียนและวัยทำงานการใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมักเป็นเวลา เช้า เย็นและกลางคืน ประมาณครึ่งหนึ่งของชีวิตในแต่ละวัน แต่การใช้ชีวิตที่บ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณจนถึงแทบจะใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตในบ้านจนถึงช่วงท้ายของชีวิตที่บ้าน บ้านจึงมีความสำคัญมากขึ้นอีกทั้งช่วงชีวิตหลังเกษียณประสิทธิภาพของร่างกายและสติสัมปชัญญะจะค่อยๆ ลดน้อยถอยลง การปรับปรุงบ้านให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของวัยจึงมีความสำคัญและช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย

รศ.ไตรรัตน์ เล่าว่าการเตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังเกษียณจะต้องเตรียมทั้งเรื่อง เงิน สุขภาพ และสังคม ซึ่งประกอบกันเป็นคำว่า “สภาพแวดล้อม” เมื่อเกษียณแล้วการเลือกว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ จากข้อมูลปัจจุบัน Lifespan อายุขัยของคนไทยอยู่ที่ 77 ปี แต่ Healthspan ความแข็งแรงของชีวิตมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 67 ปี เท่านั้น (โดยทั่วไปชีวิตคนเราสมองจะเริ่มเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญที่อายุประมาณ 70 ปี)

แม้ช่วงชีวิตหลังเกษียณของคนเราช่วงแรกอาจจะยังคงแข็งแรง แต่จะเริ่มมีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 5 ปีสุดท้ายของอายุขัย ซึ่งค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของคนปกติครึ่งหนึ่งจะถูกนำมาใช้จ่ายในช่วงนี้  ทั้งนี้อยู่ในเงื่อนไขว่าผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตปกติไม่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ที่มีอุบัติเหตุหรือโรคภัยบางอย่างก็จะทำให้ช่วงท้ายของชีวิตยากต่อการใช้ชีวิตยาวนานมากกว่า 5 ปี และค่าใช้จ่ายก็จะพุ่งขึ้นตามอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเตรียมพร้อมสำหรับช่วงท้ายของชีวิตจึงมีความสำคัญมากๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ชีวิตยืนยาว จากการเก็บข้อมูลผู้สูงอายุในเมืองไทยที่มีอายุเกิน 100 ปี อาจารย์สรุปให้เป็น 10 อ. ได้แก่ 5 อ. แรกเป็นเรื่องสุขกาย อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย อุจจาระ อารมณ์ และอีก 5 อ. ที่เพิ่มมาได้แก่ เอนหลัง อุบัติเหตุ อบอุ่น อดิเรก และอยู่อย่างมีความหวัง ซึ่งการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ล้วนเกี่ยวข้องกับ 10 อ. ทั้งสิ้น เช่น ที่ตั้งของบ้านต้องอยู่ในบริเวณที่มีอากาศดี มีพื้นที่สำหรับทำงานอดิเรก ภายในบ้านควรมีพื้นที่พักผ่อนเอนหลังยามบ่ายที่ไม่ใช่เตียงนอน ความสุขความอบอุ่นจากบุคคลที่อยู่ร่วมกันในบ้านในชุมชน หรือการวางแปลนบ้านควรออกแบบให้ลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ  เป็นต้น ซึ่งอาจารย์มองว่า 3 อ. สุดท้าย คือ อบอุ่น อดิเรก และอยู่อย่างมีความหวังมีความสำคัญมากๆ สำหรับการใช้ชีวิต เพราะมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุอย่างมาก

สำหรับการเตรียมบ้านเพื่อผู้สูงอายุ คุณชัยศักดิ์ตัวแทนจาก SCG Home ให้ความเห็นว่าจากนี้ไประบบ smart home ต่างๆ จะมีอิทธิพลมากขึ้น ปัจจุบันระบบ smart home จะเป็นการสั่งการให้ระบบตอบสนองการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย แต่ AI ที่พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้อนาคต smart home จะไปสู่ระดับการคิดและตัดสินใจเพื่อผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เมื่อนำมาใช้กับผู้สูงอายุ ระบบจะเข้ามาช่วยในเรื่องการดูแลมากขึ้น อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย อากาศ การประหยัดพลังงานอัตโนมัติ เหมือนมีบ้านเป็นผู้ช่วยผู้สูงอายุนอกเหนือจากผู้ดูแล

SCG Home มองระบบ smart home ว่าจะช่วยใน 5 เรื่องจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ 1) อากาศดี ต้องบอกได้ว่าตอนนี้อากาศดีหรือไม่ 2) ปลอดภัยดี ต้องรู้ว่าเมื่อไรไม่ปลอดภัย 3) สบายดี ต้องรู้ว่าเมื่อไรต้องการความช่วยเหลือ 4) สุขภาพดี รู้ว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร และ 5) ประหยัดดี ต้องรู้ว่าจะใช้พลังงานอย่างไรให้คุ้ม  SCG ได้ลงลึกในเรื่องต่างๆ ของบ้านเพื่อผู้สูงอายุในบริบททั้ง 5 เช่น ปัญหาความชื้นและเชื้อราของบ้านเก่า ระบบระบายอากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย การแก้ไขโครงสร้างที่เป็นต้นตอปัญหาต่างๆ การใช้เทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ มีระบบเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว และส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลทราบถึงความผิดปกติได้ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการบ้านใหม่แทนการปรับปรุงซ่อมแซม คุณวีระยุทธ จาก SCG HEIM เล่าว่าโครงการ SCG Modular House หรือระบบบ้านโมดูล่าร์ บริษัทได้ทำการศึกษาจากญี่ปุ่นและประเทศที่ใช้มาก่อน และ นำมาปรับให้เหมาะกับประเทศไทย โดยยึดหลัก 4 ข้อ คือ 1) ต้องอยู่แล้วมีคุณภาพชีวิตที่ดี 2) คุณภาพการก่อสร้างที่ไว้ใจได้ 3) คุณภาพการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ และ 4) อยู่แล้วสบายใจไปตลอดการใช้ชีวิต ด้วยระบบบริการหลังการขายที่ดี คุณวีระยุทธอธิบายว่าบ้านโมดูล่าร์จริงๆ เหมาะกับทุกช่วงวัย เพราะในบ้านย่อมมีคนหลายช่วงวัยอยู่อาศัย บ้านที่ดีจึงควรตอบโจทย์ให้กับทุกคน แม้จะมีเทรนด์การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ก็ต้องนึกถึงการอาศัยอยู่ร่วมกันและการส่งต่อบ้านให้กับคนรุ่นถัดไปด้วย จุดเด่นของระบบโมดูล่าร์คือการทนแรงต่อแผ่นดินไหว โครงสร้างจึงแข็งแรง สามารถออกแบบได้ถึง 3 ชั้น จึงสามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้หลากหลาย

ปัญหาใหญ่ของผู้สูงอายุประการหนึ่งคือเรื่องอุบัติเหตุ รศ.ไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า 4 จุดอันตรายที่ผู้สูงอายุมักหกล้ม นอกจากห้องน้ำและบันไดแล้ว จากการเก็บข้อมูลใหม่พบว่ามีอีก 2 จุดที่ต้องระวังเพิ่มคือ เตียงนอน และพื้นที่ระหว่างส่วนที่ต่างกัน (เช่นห้องกับระเบียง จุดแบ่งภายในภายนอกบ้าน รวมถึงลานซักล้างและโรงรถ เป็นต้น) เมื่อผู้สูงอายุหกล้มจะมีความเสี่ยงเรื่องกระดูกหัก ที่มีผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก ที่ผ่านมาการหกล้มมีสาเหตุจากสภาพแวดล้อมถึง 88% เช่น สะดุดสิ่งกีดขวาง ลื่นล้ม พื้นต่างระดับ ตกเตียง โต๊ะ บันได มีเพียงประมาณ 12% ที่เกิดจากปัญหาสุขภาพ เช่นหน้ามืด เป็นลม ดังนั้นการปรับสภาพแวดล้อมบ้านในส่วนต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาการหกล้มจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุ โดยวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายและมีราคาถูกคือการจัดบ้าน จัดระเบียบข้าวของ เปลี่ยนหลอดไฟเพิ่มแสงสว่าง ติดแถบกันลื่น และการสร้างราวจับในจุดต่างๆ ที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับการเลือกว่าจะปรับปรุงบ้านหรือสร้างบ้านใหม่ซึ่งมีผลต่อการวางแผนการเงิน ผู้แทนจาก SCG ทั้ง 2 ท่านให้ความเห็นว่าโครงสร้างบ้านมีความสำคัญมากในการตัดสินใจว่าจะสามารถใช้การซ่อมแซมได้มากน้อยแค่ไหน หรือสมควรก่อสร้างขึ้นมาใหม่ งบประมาณก็จะขึ้นกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย คุณภาพของวัสดุ และการออกแบบ และการวางแผนให้ลูกค้าสำหรับนักวางแผนการเงินควรวางแผนงบประมาณสำหรับการปรับปรุงหรือสร้างใหม่ โดยเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่อายุประมาณ 55 ปี ขึ้นไป อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนไม่ว่าจะจากความเก่าของบ้านหรือความชรา

ช่วงท้ายวิทยากรทั้ง 3 ท่านให้ข้อคิดที่ต้องเตรียมสำหรับที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ รศ.ไตรรัตน์ให้คิดก่อนว่าเราจะอยู่แบบไหน คนไทยส่วนใหญ่ 90% ยังเลือกอยู่บ้านและใช้ชีวิตในสังคมเดิม แต่เดี๋ยวนี้ก็มีอีก 10% ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สำหรับบุคคลหลังเกษียณ เช่น โครงการบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ ตอนนี้เมืองไทยกำลังมีโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับช่วงท้ายของชีวิตเพิ่มขึ้นตามสภาพสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ บางโครงการสามารถซื้อขาดเป็นเจ้าของ บางโครงการเป็นรูปแบบการเช่าทั้งกำหนดช่วงเวลาหรือเช่าอยู่จนสิ้นอายุขัย ซึ่งจะอยู่ที่ไหนอาจารย์ให้ใช้ 4 ปัจจัยในการพิจารณา คือ สุขภาพ สภาพเศรษฐกิจ (เงิน)  สังคม และสิ่งแวดล้อม ว่าความต้องการและข้อจำกัดต่างๆ การเลือกที่อยู่อาศัยแบบใดจะเหมาะสมที่สุด           คุณชัยศักดิ์ ให้ความเห็นไว้ 3 ข้อในการตัดสินใจคือ 1) การเข้าใจความต้องการของอยู่สูงอายุที่จะเป็นผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง ลูกหลานหรือผู้ดูแลอย่าคิดแทน 2) ระบบ smart home ให้เลือกเท่าที่จำเป็นก่อน ระบบนี้ให้เรื่องความสะดวกสบายอยู่แล้ว แต่ขอให้เลือกระบบเรื่องความปลอดภัยและสภาพอากาศเป็นอย่างแรก 3) เมื่ออยู่แล้วค่อยๆ ทำให้บ้านฉลาดขึ้นในอนาคตได้ ไม่ต้องรีบทำตั้งแต่แรก (เป็นการบริหารงบประมาณ) ส่วนการตัดสินใจว่าจะปรับปรุงบ้านใหม่หรือสร้างใหม่ขอให้พิจารณาต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นสำหรับการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดี เพราะต้นทุนเหล่านี้จะทำให้การซ่อมแซมบ้านมีต้นทุนสูงกว่างบประมาณได้ เช่นการรื้อ หรือปรับปรุงโครงสร้าง เป็นต้น

ส่วนคุณวีระยุทธขอให้กลับมาดูว่าเราให้ความสำคัญกับบ้านในฐานะปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพแค่ไหน ให้ความสำคัญกับคนในบ้านแค่ไหน เพราะสุดท้ายความสุขของการอยู่ในบ้านจะเป็นตัวตอบโจทย์ว่าการเตรียมบ้านสำหรับผู้สูงอายุของบ้านเราจะเป็นแบบใด ใช้งบประมาณเท่าไร เพราะความสุขความเพียงพอของแต่ละบ้านย่อมไม่เท่ากัน


 

 Infographic: Life Expectancy (อายุุคาดเฉลี่่ย) 

ณัฐพงษ์ อภินันท์กูล CFP®


 

 ตารางสอบหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® ปี 2569 


 

 พบกับสินค้าใหม่ ดอลลาร์ออปชั่น ใน TFEX 

 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th