บทความ: ลงทุน
ใส่ใจสักนิดกับการลงทุนในตราสารหนี้
โดย คุณนิพจน์ ไกรลาศโอฬาร นักวางแผนการเงิน CFP®, CFA, FRM
ปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกในการออมและการลงทุนที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตนเองและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเป็นสำคัญ “ตราสารหนี้” โดยเฉพาะตราสารหนี้ภายในประเทศ น่าจะเป็นสัดส่วนการลงทุนหลักของนักลงทุนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนที่จัดสรรเงินลงทุนเพื่อปรับสัดส่วนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ นอกเหนือจากนี้ เหตุผลที่พอจะสรุปได้เพิ่มเติมที่นักลงทุนมักที่จะกล่าวถึงเวลาลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่
- เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงน้อยกว่าตราสารทุนโดยทั่วไป
- ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป
- ได้รับผลตอบแทนที่คงที่และสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ และอัตราผลตอบแทนทั่วไปในตลาดตราสารหนี้ที่ลดต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้นักลงทุนต้องใส่ใจในรายละเอียดการลงทุนมากขึ้น บทความฉบับนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปเป็น 4 ปัจจัยหลักที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้
- ลงทุนโดยตรงหรือผ่านกองทุนรวม?: หากเป็นผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ระดับสูง และมีความรู้ความชำนาญในการลงทุน การลงทุนโดยตรงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมการจัดการไปได้พอสมควร อย่างไรก็ดี ควรคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ออกตราสารที่ต่างธุรกิจกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับผู้ออกตราสาร สำหรับผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ไม่มากนัก หรือมีการลงทุนสม่ำเสมอทุกๆ เดือน การลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสามารถกระจายความเสี่ยงตั้งแต่บาทแรกของการลงทุน
- อันดับความน่าเชื่อถือและสภาพคล่อง: อันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราผลตอบแทนและสภาพคล่องหากมีการเปลี่ยนมือ ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ โดยเฉพาะผู้ออกที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือประเภท non-investment grade (ระดับต่ำกว่า BBB ลงไป) มีความเสี่ยงที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้สูง นักลงทุนควรให้ความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือที่แย่ลง โดยเฉพาผู้ลงทุนที่ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะถือตราสารจนครบอายุ
- ธุรกิจของบริษัทผู้ออกกับความสามารถในการชำระหนี้: นักลงทุนหลายคนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสภาพคล่องของตราสารที่ถือและความผันผวนของราคา โดยมีความเชื่อที่ว่า ถ้าถือจนครบอายุ ปัจจัยเหล่านี้ก็จะหมดความกังวลไปได้มาก อย่างไรก็ดี ในหลายๆ กรณีผู้ออกตราสารอาจมีช่วงเวลาที่ผลประกอบการตกต่ำและนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง และทำให้ผู้ออกผิดนัดชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้ได้ ซึ่งกรณีนี้นักลงทุนต้องให้ความระมัดระวังและคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ ผู้ออกในแง่ของลักษณะการประกอบธุรกิจและแนวโน้มผลประกอบการเสมือนการวิเคราะห์การลงทุนในตราสารทุนทั่วไป และที่สำคัญที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงมากๆ ที่ผู้ออกมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ และ/หรือ ผลประกอบการที่ไม่สู้ดีนัก
- ค่าเสียโอกาสของการลงทุนเชิงเปรียบเทียบ: หากเป็นการลงทุนตรง นักลงทุนควรพิจารณาอายุของตราสารที่เข้าลงทุน และอัตราผลตอบแทนที่เข้าลงทุนให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อ้างอิงทั่วไปปรับด้วยอันดับความน่าเชื่อถือเทียบเคียง เช่น นักลงทุนไม่ควรถือตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกรณีที่มีความเชื่อว่า อัตราผลตอบแทนในตราสารหนี้ทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นมากในอนาคต เพราะจะเสียโอกาสในการเข้าลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และทำให้ราคาของตราสารเดิมที่อยู่ปรับตัวลงจนอาจขาดทุนด้านราคา เป็นต้น
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ด้วยอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการลงทุนในตราสารหนี้ภายในประเทศ ที่นับวันก็ยิ่งปรับตัวลดลง ตัวอย่างเช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ที่ช่วงต้นปีที่แล้ว อยู่ที่ระดับ 2.40% เทียบกับ ระดับปัจจุบันที่ระดับ 1.40% เพื่อลดค่าเสียโอกาสของการลงทุนเชิงเปรียบเทียบ นักลงทุนจึงสมควรพิจารณาถึงการทำ Asset Allocation และผสมสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในระยะยาว เช่น Property Funds / REITs / Infrastructure Fund, หุ้นปันผลสูง หรือหุ้นต่างประเทศ ทั้งนี้นักลงทุนควรสำรวจตนเองอยู่เสมอในแง่ของระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้