บทความ: บริหารจัดการเงิน
หนี้บัตรเครดิตหลายใบ จ่ายไม่ไหว ทำยังไง?
ผมชื่อต้น อายุ 32 ปี เงินเดือนประมาณ 35,000 บาท ตอนนี้ผมเครียดมาก เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ สุดท้ายไปกู้เงินนอกระบบมา ตอนนี้เริ่มไม่ไหว จ่ายดอกเบี้ยสูง แต่ยอดแทบไม่ลด เงินเดือนออกก็หมดไปกับหนี้ ไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงไหน เลยอยากมาขอคำแนะนำว่า ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ควรจัดการหนี้ยังไงดี
ถ้ามองเผินๆ ปัญหาของคุณต้นเหมือนเป็นเรื่องรายได้ไม่พอใช้ แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การเงินเริ่มเสียสมดุล ภาระหนี้ที่มีเริ่มเกินกำลังรายรับ จากหนี้บัตรเครดิตหลายใบ ไปสู่หนี้นอกระบบเพื่อหมุนเงิน จนสุดท้ายเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน แทบไม่เหลือพอสำหรับใช้ชีวิต เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้เกือบทั้งหมด
สถานการณ์ลักษณะนี้ในทางการเงินเรียกว่า “Debt Spiral” หรือวงจรหนี้ ที่เกิดจากการนำหนี้ใหม่ไปปิดหนี้เก่า โดยเฉพาะเมื่อหนี้ใหม่มีต้นทุนสูงกว่าเดิม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตสูงสุดไม่เกิน 16% ต่อปี ส่วนหนี้บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลบางประเภทอาจสูงได้ถึง 25% ต่อปี และหนี้นอกระบบมักสูงกว่านั้นมาก อาจพบเห็นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 10% ต่อเดือน เทียบเท่า 120% ต่อปี หรือสูงกว่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนรู้สึกว่าจ่ายแทบทุกเดือน แต่หนี้ไม่ค่อยลด เพราะเงินที่จ่ายไปส่วนหนึ่งถูกกินไปกับดอกเบี้ยก่อนจะไปแตะเงินต้นจริงๆ
สิ่งที่อันตรายมากในเคสนี้ คือหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบมีต้นทุนทางการเงินสูง หนี้บัตรเครดิต ออกแบบมาให้ “จ่ายขั้นต่ำได้” แต่ผลคือเงินที่จ่ายไปส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ดอกเบี้ยก่อน
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า หากมียอดหนี้บัตรเครดิตรวม 300,000 บาท ที่ดอกเบี้ย 16% ต่อปี เฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวก็ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือนแล้ว หากลูกหนี้จ่ายเพียงขั้นต่ำ หรือจ่ายในระดับที่ไม่สูงพอ เงินจำนวนมากจะถูกใช้ไปกับดอกเบี้ยก่อน ทำให้เงินต้นลดลงช้ามาก หรือบางเดือนไม่ค่อยขยับเท่าที่ควร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากรู้สึกว่าผ่อนมานาน แต่ยอดหนี้ยังอยู่ใกล้เคียงเดิม
ดังนั้น แนวทางแก้จึงไม่ใช่แค่พยายามจ่ายให้มากขึ้นแบบไม่มีระบบ แต่ต้องเริ่มจากการหยุดวงจรหนี้ก่อน โดยเฉพาะการหยุดกู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้เก่า เพราะถ้ายังมีการหมุนหนี้อยู่ตลอด หนี้จะไม่มีวันลดลงจริง หลังจากนั้นต้องรวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมด ว่ามีกี่บัญชี ยอดคงเหลือเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร และต้องจ่ายขั้นต่ำเดือนละเท่าไร เพราะถ้าไม่เห็นภาพรวม ก็จะยังแก้แบบกระจัดกระจายต่อไป
1. ถ้ายังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL)
จากโจทย์ของคุณต้นที่บอกว่าเริ่มไม่ไหว มีความเป็นไปได้ว่ายังอยู่ในช่วงที่ยังพอจ่ายได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นช่วงที่แก้ปัญหาได้ง่ายที่สุด เพราะตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกหนี้สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ตั้งแต่ก่อนเป็น NPL (Non-Performing Loan : หนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน)
สิ่งที่ควรทำทันที คือติดต่อเจ้าหนี้ (ธนาคาร/สถาบันการเงิน) แล้วบอกตรงๆ ว่า “เริ่มจ่ายไม่ไหว ขอปรับโครงสร้างหนี้”
การปรับโครงสร้างหนี้ คือ การที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตกลงกันใหม่ เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายของลูกหนี้มากขึ้น เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้ยาวขึ้น หรือการพักชำระเงินต้นในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นต้น
หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างหนี้ คือการทำให้ค่างวดรายเดือนสอดคล้องกับรายได้มากขึ้น เพราะถ้าภาระผ่อนยังสูงเกินไป ลูกหนี้ก็มีโอกาสกลับไปค้างชำระซ้ำ ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว
ข้อดีของการเข้าปรับโครงสร้างในช่วงนี้คือ ประวัติยังไม่เสีย และมีโอกาสเจรจาสำเร็จสูง พูดง่ายๆ คือ ยิ่งคุยเร็ว ยิ่งเสียหายน้อย
2. ถ้าค้างชำระเกิน 120 วัน
จากข้อมูลที่ให้มา ไม่แน่ใจว่าคุณต้นมีหนี้ก้อนไหนค้างเกิน 120 วันไหม แต่ขอให้ข้อมูลโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ไว้เบื้องต้น เพราะจุดเด่นของโครงการนี้คือการรวมหนี้หลายเจ้ามาอยู่ในที่เดียว มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นงวดผ่อนที่ชัดเจน พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมากเมื่อเทียบกับหนี้บัตรเครดิตทั่วไป (เหลือประมาณ 3–5% ต่อปี) และเปลี่ยนเป็นผ่อนระยะยาวสูงสุด 10 ปี
ถ้าลองเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติคุณต้นมีหนี้ไม่มีหลักประกันรวม 300,000 บาท ถ้ายังอยู่ในระบบหนี้บัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยราว 16% ต่อปี เฉพาะดอกเบี้ยก็ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าปรับโครงสร้างเข้าคลินิกแก้หนี้ในแผนยาว 10 ปี ที่ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ค่างวดโดยประมาณจะอยู่ราว 3,182 บาทต่อเดือน ความต่างสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าค่างวดอาจเบาลง แต่คือหนี้จะมีวันจบที่ชัดเจน ลูกหนี้จะรู้ว่าถ้าผ่อนตามแผนอย่างสม่ำเสมอ หนี้จะค่อยๆ หมดลงเมื่อไร ซึ่งมีผลทางจิตใจอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม คุณต้นต้องลองเช็กคุณสมบัติอีกครั้งว่าตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ เพราะผู้สมัครต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 70 ปี มีหนี้เสียของบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ มีสถานะเป็นหนี้เสียหรือ NPL ค้างชำระมากกว่า 120 วันตามรายงานเครดิตบูโร หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย สามารถสอบถามรายละเอียดทาง Call Center หมายเลข 1443 และอีเมล 1443cus@sam.or.th รวมถึงผ่านเว็บไซต์ของคลินิกแก้หนี้โดยตรง (www.debtclinicbysam.com)
3. ถ้าเป็น NPL ก้อนเล็ก ไม่เกิน 100,000 บาท
อีกหนึ่งมาตรการล่าสุด คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เป็นมาตรการเฉพาะกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL และมียอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ให้กลับมาจ่ายหนี้ได้ และมีโอกาสกลับมามีประวัติเครดิตที่ดีอีกครั้ง สามารถศึกษารายละเอียด เช็กสิทธิ์และลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ ธปท. (www.bot.or.th)
สำหรับการแก้ไขหนี้นอกระบบ ลองดู 3 วิธีหลักนี้เป็นแนวทางก่อน เพราะในความเป็นจริง ควรต้องดูหนี้ทุกก้อนประกอบกันไปด้วย จึงจะสามารถแนะนำแนวทางจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้
1. หาเงินมาปิดหนี้นอกระบบด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด การตกอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบมักมาพร้อมกับดอกเบี้ยมหาโหด สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ การพยายามหาเงินก้อนมาปิดหนี้ส่วนนี้ให้เร็วที่สุด เริ่มจากทำบันทึกรายรับรายจ่ายให้เห็นภาพการเงินตัวเอง และ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (เช่น ค่าชอปปิง ค่าหวย ค่าเหล้า บุหรี่) หารายได้เสริม หรือยอม ตัดใจขายทรัพย์สินที่มีอยู่ เพื่อนำเงินมาปลดเปลื้องหนี้นอกระบบให้จบ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยเก็บเงินซื้อทรัพย์สินใหม่ในภายหลัง
2. เปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ การหนีหนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แนะนำให้มองหาแหล่งเงินกู้ในระบบที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างถูกต้องในประเทศไทย ซึ่งจะมีดอกเบี้ยถูกกว่าและมีสัญญาที่เป็นธรรม ได้แก่
- ธนาคารของรัฐ: ลองปรึกษา ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., หรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งสถาบันการเงินเหล่านี้มักจะมีโครงการสินเชื่อพิเศษออกมาเพื่อช่วยเหลือคนเป็นหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ
- สินเชื่อรายย่อยภายใต้การกำกับ: ลองค้นหาสินเชื่อประเภท "พิโกไฟแนนซ์ (Pico Finance)" หรือ "พิโกพลัส" ซึ่งเป็นสินเชื่อในระบบที่ถูกกฎหมายและออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
3. พึ่งพาหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยหนี้ หากไม่สามารถหาเงินมาปิดหรือขอสินเชื่อใหม่ได้ ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมเป็นตัวกลางช่วยเจรจาประนอมหนี้ระหว่างคุณกับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตามช่องทางเหล่านี้:
-สายด่วน 1157: สำนักงานอัยการสูงสุด (ติดต่อคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวัด)
-สายด่วน 1359: ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
-สายด่วน 1567: ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ กระทรวงมหาดไทย
-เบอร์โทร 0 2575 3344: ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม
หากลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้น้อย ภาครัฐยังมีคณะอนุกรรมการฯ ในทุกจังหวัด ที่คอยช่วยฝึกอบรมอาชีพและให้ความรู้ทางการเงินเพื่อฟื้นฟูศักยภาพการหารายได้อีกด้วย
โดยสรุปแล้ว สำหรับคุณต้น ถ้าจะวางลำดับการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่ควรทำคือหยุดก่อหนี้ใหม่ทันที โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ จากนั้นรวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมดให้ครบ เช็กเครดิตบูโรของตัวเอง แล้วประเมินว่าหนี้กลุ่มใดเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันที่อาจเข้าเกณฑ์คลินิกแก้หนี้ได้ หากเข้าเกณฑ์ ก็ควรรีบติดต่อเพื่อขอคำปรึกษา เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ดอกเบี้ยยิ่งกิ0นความสามารถในการตั้งหลักมากขึ้น แต่ถ้ายังไม่เข้าเกณฑ์ เช่น ยังไม่เป็น NPL หรือค้างชำระไม่ถึงระยะเวลา ก็ยังควรติดต่อเจ้าหนี้ในระบบเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปไกลกว่าเดิม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจว่าปัญหาหนี้ไม่ได้แก้ด้วยความพยายาม ความอึดอย่างเดียว แต่แก้ด้วยโครงสร้างที่ถูกต้อง หากยังจ่ายหนี้แบบเดิมต่อไปโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน หนี้ก็มีโอกาสยืดเยื้อเหมือนเดิม แต่ถ้าเริ่มเห็นภาพรวม รู้ว่าหนี้ไหนอันตรายที่สุด และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในระบบการเงินอย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งแน่นอน