บทความ: เกษียณ
สรุปแล้ว จะวางแผนบำนาญชราภาพ ประกันสังคมยังไงดี?
ในฐานะที่ทำอาชีพนักวางแผนการเงิน CFP หน้าทื่หลักๆ คือ วางแผนการเงินให้กับผู้รับคำปรึกษาโดยยึดหลักง่ายๆ แค่ 3 ข้อ คือ
- ถูกต้อง คือ ถูกกฎหมาย ถูกจรรยาบรรณ
- ถูกวิชา คือ แนะนำถูกต้องตามหลักวิชาการ
- ถูกประโยชน์ คือ ถูกประโยชน์สูงสุดให้กับผู้รับคำปรึกษา
ถามว่า ใน 3 ถูก ถูกไหนสำคัญที่สุด สำหรับส่วนตัวผมให้ความสำคัญเรียงตามลำดับ 1,2,3 ตามนี้เลยครับ คือ ถูกกฎหมาย ถูกจรรยาบรรณมาเป็นอันดับแรก เพราะถ้าผิดกฎหมาย หรือ ผิดจรรยาบรรณ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความเสียหายที่ผู้รับคำปรึกษาได้รับโดยตรง อย่างเช่น การแนะนำเรื่องการวางแผนภาษี หากแนะนำผิด ผู้ที่ได้รับความเสียหาย คือ ผู้รับคำปรึกษา เพราะจะโดนสรรพากรเรียกภาษีคืน ถูกเบี้ยปรับ เสียเงินเพิ่ม
ดังนั้น ในทุกครั้งที่ให้คำแนะนำ นักวางแผนการเงิน CFP จึงต้องตรวจสอบความถูกต้องของกฎหมายก่อนให้คำแนะนำ และหลายครั้งที่ความชัดเจนของกฎหมายมีไม่เพียงพอ หลักง่ายๆที่ผมทำอยู่ คือ แยกให้ชัดระหว่าง “fact/ความจริง” กับ “opinion/ความเห็น” บอกผู้รับคำปรึกษาให้ชัดว่า “ความจริง คือ อะไร กฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไร? อะไรคือ ความเห็น ความเห็นของเราต่อกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างไร?” เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใสสำหรับการตัดสินใจของผู้รับคำปรึกษานั้นๆ
ตัวอย่างหนึ่งที่มีผู้สนใจและขอคำปรึกษาอยู่เสมอ ก็คือ การวางแผนบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคม ซึ่งฐานเงินบำนาญประกันสังคม ปัจจุบันคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยหากเป็นสมาชิกประกันสังคม มาตรา 33 ฐานเงินบำนาญชราสูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ปรับเพิ่มจาก 15,000 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569) แต่หากเป็นสมาชิกประกันสังคม มาตรา 39 ฐานเงินบำนาญชราจะเท่ากับ 4,800 บาท
อัตราเงินบำนาญที่ได้รับ ถ้าส่งครบ 15 ปี จะได้รับ 20% ของฐานค่าจ้าง และเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ทุกการส่งที่เพิ่ม 1 ปี ทั้งนี้ แปลว่าเงินบำนาญชราภาพจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ
- ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดอายุสมาชิกแล้วรับบำนาญชราภาพ หากเป็นสมาชิก ม.33 มาตลอด ก็ไม่มีปัญหา แต่หากในช่วง 5 ปีสุดท้ายเป็นสมาชิก ม.39 ฐานเงินบำนาญก็จะลดน้อยลง เพราะฐานเงินบำนาญของ ม.39 เหลือเพียง 4,800 (เท่ากับ 27.43% ของ 17,500 ฐานเงิน ม.33) ยิ่งเป็นสมาชิก ม.39 นานเท่าไหร่ ฐานเงินก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น และหากเป็นสมาชิก ม.39 ตลอด 5 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นอายุสมาชิก ฐานเงินจาก 17,500 ก็จะเหลือ 4,800 ทำให้เงินบำนาญที่ควรได้ลดหายไปกว่า 70%
- อายุสมาชิก ทุก 1 ปีที่เกินกว่า 180 เดือนจะได้รับอัตราบำนาญเพิ่มขึ้น 1.5%
หลายคนเลือกต่อ ม.39 เพราะอยากได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาล และเข้าใจว่าเงินบำนาญที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นตามอายุสมาชิกดังกล่าว แต่ไม่ได้เข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับการคำนวณฐานเงิน ทำให้ได้รับบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรได้ไป
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีผู้สอบถามเรื่องการวางแผนบำนาญชราภาพประกันสังคม โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเกษียณจากมนุษย์เงินเดือน ผมก็มักจะแนะนำให้เลือกรับบำนาญชราภาพดีกว่า เพราะฐานเงินยังเป็นฐานเงินของ ม.33 คือ 15,000 บาท (ปัจจุบันปรับเป็น 17,500) ส่วนสวัสดิการรักษาพยาบาล ก็ไปใช้สิทธิบัตรทองแทน
จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ที่อ่านพบจากเพจ Ultraman Prasopsuk เนื้อหาของคำพิพากษา โดยสรุป คือ
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว 181 เดือน อายุเกิน 55 ปีและออกจากงานในเดือนธันวาคม 2556 ตามกฎหมาย เธอมีสิทธิได้รับ เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่ออีก 5 ปีเต็ม (60 เดือน) เมื่อครบระยะเวลา เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง 1,320 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ อยู่ที่ 13,222 บาท ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ 2,644 บาทต่อเดือน และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ 3,636 บาทต่อเดือน
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า การคำนวณต้องใช้ฐานของผู้ประกันตนมาตรา 39 ทำให้เงินบำนาญของเธอ ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท เธอจึงยื่นอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์ เธอจึงต้องตัดสินใจฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน คดีนี้ต้องผ่านถึง 3 ศาล คือ ศาลแรงงานภาค 1 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า 5 ปี
ศาลวินิจฉัยว่า สิทธิรับบำนาญของเธอ เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เพราะเธอ
- อายุเกิน 55 ปี
- ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
- สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป แต่เป็นเพียงการเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคตเท่านั้น ศาลจึงสั่งว่าเธอมีสิทธิได้รับบำนาญ
- เดือนละ 2,644 บาท ตั้งแต่ ม.ค. 2557
- และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน บำนาญต้องเพิ่มเป็น3,636.05 บาทต่อเดือน
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่ ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ กรณีนี้ ถ้านาง ณ. ไม่สู้คดี เธออาจต้องรับเงินบำนาญเพียง 1,320 บาทต่อเดือนตลอดชีวิตหลังเกษียณ แล้วสำหรับนักวางแผนการเงินล่ะ ควรแนะนำผู้รับคำปรึกษาอย่างไรดี เพราะถ้ามองกฎหมายกองทุนประกันสังคมที่เขียนไว้ ก็ยึดค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นอายุสมาชิก แต่ถ้ายึดคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ยึดค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย ณ วันที่มีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพ สำหรับผมเอง เพื่อความสบายใจทั้งตัวผมในฐานะนักวางแผนการเงิน และ ผู้รับคำปรึกษา มักจะแนะนำในแนวทาง “ปลอดภัยไว้ก่อน” คือ มองกรณีเลวร้ายสุดที่อาจเกิดขึ้น “worst case scenario” ยึดตามสิ่งที่เข้มงวดมากสุด ถ้ากฎหมายเข้มงวดกว่า ยึดกฎหมาย ถ้าคำพิพากษาเข้มงวดกว่า ยึดคำพิพากษา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้น ในกรณีนี้ ถ้าผมให้คำแนะนำ ก็คงแนะนำตามกฎหมายที่เขียนไว้ คือ หากต้องการรับบำนาญชราภาพ อย่างแรก คือ ต้องให้อายุสมาชิกอย่างต่ำเท่ากับ 180 เดือน และให้รักษาค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นอายุสมาชิกให้มากที่สุด