บทความ: เกษียณ
“เก็บเงิน 5 ล้าน เพื่อเตรียมเกษียณ”
หนูอายุ 35 ปี ทำงานเป็นพนักงานประจำบริษัทไอที รายได้ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน มีเงินเก็บประมาณ 200,000 บาท ไม่มีหนี้ แต่ยังไม่เคยลงทุนเลย
เริ่มคิดจริงจังเรื่องเกษียณ อยากมีเงินไว้ใช้ตอนอายุ 60 อย่างน้อย 5 ล้านบาท (เผื่อค่ารักษาพยาบาลด้วย) ช่วยแนะนำแนวทางให้หน่อยได้ไหมคะ ว่าควรออมต่อเดือนเท่าไหร่ ต้องลงทุนอะไร และมีจุดไหนต้องระวังเป็นพิเศษไหมคะ
ปล. หนูยังไม่เคยซื้อประกันสุขภาพเลย ต้องเริ่มด้วยรึเปล่า?
– แก้ม สาวไอที
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับน้องแก้มที่เริ่มเริ่มวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอย่างจริงจังตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะจากรายงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อ 15 ม.ค. 2013 พบว่า ข้อผิดพลาดในการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณที่ทำให้การเตรียมตัวน้อยเกินไป
- เริ่มวางแผนช้าเกินควร เริ่มวางแผนเฉลี่ยอายุ 42 ปี
- มั่นใจมากเกินควร 71% มั่นใจว่าคุณภาพชีวิตหลังเกษียณจะดีไม่น้อยกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
- ขาดความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม
- ประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร ส่วนใหญ่มองว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่ที่ประมาณ 34% ของรายได้ก่อนเกษียณ ทั้งนี้ตามหลักวิชาการ หากต้องการมีชีวิตการเงินที่เป็นสุขหลังเกษียณควรมีรายได้หลังเกษียณประมาณ 50% -70% ของรายได้ก่อนเกษียณ
- ประมาณอายุขัยเฉลี่ยน้อยเกินควร ผู้หญิงคาดว่าอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 76.6 ปี ต่ำกว่าอายุเฉลี่ยจริงของหญิงไทยที่อยู่ที่ 79 ปี
- ออมน้อยเกินควร หลายคนมักจะเข้าใจกันว่า ออมเพียง 10% ของรายได้เพียงพอแล้ว แต่ในชีวิตจริง อัตราการออม 10% คือขั้นต่ำ ยิ่งออมมากเท่าไหร่ยิ่งดีกับชีวิตทางการเงินมากขึ้นเท่านั้น เมื่อรายได้มากขึ้น สิ่งที่ควรเพิ่มคือ อัตราการออม สิ่งที่ควรคงที่ คือ ค่าใช้จ่าย
- การเกษียณอายุก่อนกำหนด อายุขัยเราเท่าเดิม หลายคนอยากเกษียณก่อนกำหนดเพื่อให้มีเวลาทำในสิ่งที่รัก เช่น การลงทุน การทำธุรกิจ หรือการใช้ชีวิตแบบ Slow Life ฯลฯ แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีความพร้อมด้านการเงินมากขึ้นไปอีก เพราะช่วงเกษียณ คือช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ มีแต่ค่าใช้จ่ายจะยิ่งยาวขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มองถึงความจริงข้อนี้จึงทำให้มีปัญหาการเงินยามเกษียณ
เมื่อน้องแก้มตั้งใจวางแผนเพื่อมีเงินใช้เพียงพอยามเกษียณ งั้นเรามาร่วมกันทำฝันให้เป็นจริงกันนะ
เริ่มจากอันดับแรกเลย เงิน 5 ล้านบาทที่อยากจะมีตอนอายุ 60 คำถามคือ “ตัวเลข 5 ล้านบาทมาจากไหน แล้วถ้าอายุ 60 ปี มีเงิน 5 ล้านจริงๆ จะพอใช้มั๊ย หรือมากเกินไป” จริงๆแล้ว หลายคนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ เพราะมุ่งที่ตัวเลข แต่ไม่ได้มองที่คุณภาพของชีวิตว่า “เงินจำนวนนั้นน้อยไปหรือไม่ คือ ต่อให้มีเงินก้อนนั้น ชีวิตก็ยังมีปัญหาการเงินเหมือนเดิม หรือ มากไปจนทำให้เราเองต้องลำบากทำมาหารายได้ หรือลดรายจ่ายจนเกินจำเป็น หลายคนถึงกับลงทุนที่เสี่ยงสูงๆ เพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นจนมองข้ามความเสี่ยง สุดท้ายเงินที่จะได้มากขึ้นกลับลดน้อยลง”
ดังนั้น เพื่อให้กลัดกระดุมเม็ดแรกได้ถูกต้อง เราก็ควรกำหนดเป้าหมายที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป
การวางแผนเกษียณต้องคำนึงถึง อำนาจซื้อของเงิน (Purchasing Power) ในอนาคตเป็นหลัก คือควรจะเพียงพอ ต่อการใช้ชีวิตและค่ารักษาพยาบาลตามมาตรฐานที่ต้องการ มาคำนวณเงินที่ควรมีตอนเกษียณพร้อมกันนะ
การประเมินเป้าหมายเงินเกษียณที่แท้จริง (Real Goal)
เราจะต้องคำนวณ 3 ส่วนหลัก คือ 1) ค่าใช้จ่ายต่อเดือนในปัจจุบัน, 2) มูลค่าค่าใช้จ่ายในอนาคต (โดยคิดเงินเฟ้อ), และ 3) เงินก้อนที่ต้องมีทั้งหมดเมื่อเกษียณ
ขั้นที่ 1: ประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ (มูลค่าปัจจุบัน)
สมมติฐาน: น้องแก้มต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยมีค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับ 70% ของรายได้ปัจจุบัน (40,000 บาท/เดือน) เพื่อคงมาตรฐานชีวิตที่ไม่ลำบาก
|
รายการ |
การคำนวณ |
มูลค่าปัจจุบัน |
|
รายจ่ายต่อเดือน |
40,000 บาท x 70% |
28,000 บาท/เดือน |
|
รายจ่ายต่อปี |
28,000 บาท x 12 เดือน |
336,000 บาท/ปี |
ขั้นที่ 2: คำนวณผลกระทบจากเงินเฟ้อ (Inflation)
เราต้องนำค่าใช้จ่ายต่อปีในปัจจุบัน (336,000 บาท) มาคำนวณเงินเฟ้อสะสมเป็นเวลา 25 ปี เพื่อให้รู้ว่าตอนอายุ 60 ปี เราจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ต่อปีจึงจะเทียบเท่า 336,000 บาทในวันนี้
- สมมติฐานอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate): 3% ต่อปี (อัตราเฉลี่ยระยะยาว)
- สูตร: FV = PV × (1 + r)^n
|
รายการ |
การคำนวณ |
มูลค่าในอนาคต (อายุ 60 ปี) |
|
รายจ่ายต่อปีที่อายุ 60 ปี |
336,000 * (1 + 0.03)^{25} |
703,509 |
หมายความว่า: ตอนอายุ 60 ปี น้องแก้มต้องใช้เงินประมาณ 703,509 บาทต่อปี (หรือประมาณ 58,625 บาท/เดือน) เพื่อให้มีกำลังซื้อเท่ากับ 28,000 บาทในวันนี้
ขั้นที่ 3: คำนวณเงินก้อนที่ต้องมีทั้งหมด (Total Required Nest Egg)
เราต้องประมาณว่าเงินก้อนที่ต้องมีตอนอายุ 60 ปี จะต้องเพียงพอต่อการใช้จ่าย 703,509 บาท/ปี ไปจนถึงอายุขัยที่คาดการณ์ไว้ (สมมติ 85 ปี คือเงินต้องอยู่ได้ 25 ปี)
สมมติฐานผลตอบแทนหลังเกษียณ: น้องแก้มยังคงลงทุนต่อหลังเกษียณและได้ ผลตอบแทนแท้จริง (Real Rate of Return) หลังหักเงินเฟ้อแล้วที่ 2% ต่อปี จากการคำนวณข้างต้น เป้าหมายที่แท้จริงของน้องแก้มควรขยับไปที่ประมาณ 14 ล้านบาท (ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล) แทน 5 ล้านบาทเดิม
ขั้นที่ 4: คำนวณเงินออม/ลงทุนรายเดือนใหม่
จะต้องออมเงินต่อเดือนมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่น้องแก้มจะทำได้
เงินเดือนน้องแก้มอยู่ที่ 40,000 บาท ต้องเสียภาษี 8,600 บาท หรือ เท่ากับภาษี/เดือน 717 บาท เหลือเงินสำหรับใช้จ่ายและออม 39,283 บาท/เดือน
|
เงินเดือนหลังภาษี |
39,283 |
|||
|
อัตราผลตอบแทนต่อปี |
3% |
4% |
5% |
6% |
|
เงินที่ต้องออมเพื่อเกษียณต่อเดือน |
30,441 |
26,175 |
22,340 |
18,914 |
|
เงินออมต่อเงินเดือน |
77% |
67% |
57% |
48% |
จากตารางสมมติน้องแก้มสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนเกษียณ (Pre-Retirement)ที่ 5%/ปี (หรือเท่ากับ 0.42%/เดือน) น้องแก้มต้องออมเดือนละ 22,340 บาท หรือเท่ากับ 57% ของเงินเดือน นับว่าเป็นภาระหนักพอดู เพราะน้องแก้มจะเหลือเงินใช้จ่ายเพียงเดือนละ 17,660 บาทเท่านั้น
น้องแก้มอาจเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น สมมติเป็น 6%/ปี เพื่อจะได้ออมน้อยลงเหลือแค่ 18,914 บาท/เดือน แต่น้องแก้มต้องระวังไว้นะ “การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง มักจะมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน” อย่าไปเชื่อใครที่บอกว่า “การันตีให้ผลตอบแทนสูง เงินต้นไม่หาย” พวกนั้นเป็นมิจฉาชีพหลอกลงทุน
ข้อสังเกต: การลงทุน 22,340 บาท/เดือน นั้นสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้หลังภาษี 39,283 บาท น้องแก้มอาจต้อง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มเงินออม หรือ ขยายระยะเวลาเกษียณ ออกไป
แนวทางการลงทุน
- เน้นการเติบโตของเงินออม เพื่อให้เงินโตให้มากที่สุด เพื่อสร้างเงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ณ วันที่เกษียณ เพราะชีวิตหลังเกษียณของน้องแก้มจะต้องพึ่งเงินก้อนนี้
- ศึกษาระบบการออมเงินเพื่อเกษียณ โดยเฉพาะ บำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ที่จะสร้างรายได้ประจำยามเกษียณ ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายยามเกษียณของน้องแก้มได้
- กระจายความเสี่ยงด้านจังหวะการลงทุน และสร้างวินัยในการลงทุน เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วย การลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการซื้อกองทุนทุกเดือนด้วยจำนวนเงินคงที่ (เช่น 5,000 บาท) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดและสร้างวินัยได้ดี
- กระจายการลงทุน (Diversification):
- กระจายความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ อย่าลงทุนในสินทรัพย์ใด สินทรัพย์หนึ่งทั้งหมดของเงินออม
- กระจายความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ อย่าลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เช่น การกระจายความเสี่ยงไปในตลาดหุ้นทั่วโลก
การกระจายความเสี่ยงจะช่วยให้พอร์ตของน้องแก้มเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
- เนื่องจากน้องแก้มรับความเสี่ยงได้สูงจากระยะเวลา 25 ปี น้องแก้มควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 5%-7% ต่อปี:
|
สัดส่วน |
สินทรัพย์ที่แนะนำ |
|
65% |
กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ/ทั่วโลก (Global Equity Fund) (เช่น ดัชนี S&P 500 หรือ MSCI World) |
|
25% |
กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลกแบบ investment grade |
|
10% |
ทรัพย์สินทางเลือก เช่น ทองคำ |
|
ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มเงื่อนไข |
พิจารณา RMF (Retirement Mutual Fund), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ ฯลฯ |
- การทบทวนแผน: ควรทบทวนพอร์ตการลงทุนและแผนการเงินอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 3-5 ปี เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับอายุและความเสี่ยงที่สามารถรับได้
จุดที่ต้องระวัง
- เงินเฟ้อ: ตรวจสอบแผนการลงทุนทุก 3-5 ปี หากผลตอบแทนต่ำกว่า 5%/ปี น้องแก้มอาจต้องเพิ่มเงินออมหรือปรับกลยุทธ์
- การเพิ่มรายได้: หากน้องแก้มไม่สามารถลงทุนได้ถึง 22,340 บาท/เดือน น้องแก้มจำเป็นต้องหารายได้เสริม หรือ พัฒนาความรู้ความสามารถของเราให้สูงขึ้น เพื่อโอกาสในการทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น เพื่อให้การออมต่อเดือนสามารถทำได้จริง
- การลดค่าใช้จ่ายปัจจุบัน: ลองทบทวนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มเงินลงทุนให้มากขึ้น ลองทำบัญชีรายรับ รายจ่ายดูนะ จะช่วยให้น้องแก้มสามารถบริหารรายรับ รายจ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุป: น้องแก้มแก้มมีจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ควร ปรับเป้าหมายเงินก้อนเกษียณ ให้สูงขึ้นตามผลกระทบจากเงินเฟ้อ
แต่หากน้องแก้มยังอยากมองที่เป้าหมาย 5 ล้านบาทในอีก 25 ปี (เกษียณตอนอายุ 60 ปี) เหมือนเดิม สามารถทำได้ ด้วยหลักการเดียวกัน
|
อัตราผลตอบแทนต่อปี |
3% |
4% |
5% |
6% |
|
เงินที่ต้องออมเพื่อเกษียณต่อเดือน |
10,262 |
8,670 |
7,227 |
5,926 |
|
เงินออมต่อเงินเดือน |
26% |
22% |
18% |
15% |
ที่ผลตอบแทน 5%/ปีเท่าเดิม น้องแก้มก็ออมเพียง 8,670 บาท/เดือน (22%ของเงินเดือนหลังภาษี) ก็สามารถมี 5 ล้านบาท ณ วันที่เกษียณได้
น้องแก้มเลือกเอานะ อยากสบายตอนนี้ ลำบากตอนแก่ ก็เลือกเป้า 5 ล้านบาท หรือ ลำบากตอนนี้ สบายตอนแก่ ก็เลือกเป้า 14 ล้านบาท
อ้อ ที่น้องแก้มถาม หนูยังไม่เคยซื้อประกันสุขภาพเลย ต้องเริ่มด้วยรึเปล่า? ไม่ต้องนะ เพราะน้องมีสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคมอยู่แล้ว แม้จะไม่ดีมาก แต่ก็ดีพอสมควรเลยนะ ที่สำคัญ คือ เราจ่ายเงินสำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลประกันสังคมทุกเดือนอยู่แล้วที่ 1.5% ของ 15,000 บาท คือ 225 บาท ถ้าเจ็บป่วยแล้วไม่ใช้ เสียดายแย่
และหากยามที่น้องแก้มเกษียณและเลือกรับบำนาญชราภาพ ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคม แต่น้องแก้มก็ยังมีสวัสดิการรักษาพยาบาลจาก สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) "30 บาทรักษาทุกที่" ที่รัฐบาลจัดให้คนไทยทุกคนที่ไม่มีสิทธิอื่น เช่น ประกันสังคมหรือสิทธิข้าราชการ ฯลฯ คุณภาพก็ดีไม่แพ้สวัสดิการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสังคมเลย ที่สำคัญคือ ฟรี